สำรวจสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยเดือนมิถุนายน พบค่าดัชนีแผ่วลง แม้ยังยืนเหนือระดับ 50 ถือว่าดี และอัตราจ่ายใต้โต๊ะภาพรวมเหลือ 1-15% แต่พบพฤติกรรมความพยายามหาช่องว่างจ่ายเงินพิเศษสูงถึง 30-35% เพื่อให้ได้งานบางโครงการรัฐ ชี้เหตุกฎหมายเปิดช่องและไม่เข้มงวดบังคับ
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย สำรวจเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 จากประชาชนทุกอาชีพ 2,400 ราย พบว่า ดัชนีปรับลดลงเล็กน้อย มาอยู่ที่ระดับ 53 จากระดับ 55 จากผลสำรวจครั้งก่อนเดือนธันวาคม 2558 อย่างไรก็ดี ดัชนียังยืนอยู่เหนือระดับ 50 นับตั้งแต่การสำรวจเดือนมิถุนายน 2558 ถือว่าสถานการณ์คอร์รัปชั่นยังดีอยู่ ทั้งนี้ การอ่านค่าดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย คะแนน 0-100 โดยคะแนน 0 หมายถึง คอร์รัปชั่นรุนแรงมากสุด และหากคะแนนค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนถึงระดับ 100 ถือว่าไม่มีการคอร์รัปชั่น
นางเสาวณีย์กล่าวว่า หากแยกดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นออกเป็น 4 หมวด พบว่า ดัชนีปัญหาและความรุนแรงของการคอร์รัปชั่น อยู่ที่ 48 ลดจาก 52 ดัชนีการป้องกันการคอร์รัปชั่น อยู่ที่ 53 ลดจาก 56 ดัชนีการปราบปรามคอร์รัปชั่น อยู่ที่ 55 เพิ่มจาก 54 และดัชนีการสร้างจริยธรรมและจิตสำนึก อยู่ที่ 57 เพิ่มจาก 56 ในการสำรวจครั้งก่อน สำหรับเปรียบเทียบความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในปัจจุบันเทียบกับปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้ตอบเพิ่มขึ้นมี 38% น้อยกว่าครั้งก่อนที่มี 44% ขณะที่คาดการณ์ความรุนแรงปีหน้า ตอบว่าเพิ่มขึ้นมีเพียง 16% น้อยกว่าครั้งก่อนที่มี 28% แต่ผู้ที่ตอบว่าเท่าเดิมมี 30% ซึ่งสูงกว่าครั้งก่อนที่มี 17% โดยสาเหตุสำคัญของการเกิดทุจริตคอร์รัปชั่น อันดับ 1 คือ กฎหมายเปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจที่เอื้อต่อการทุจริต อันดับ 2 ความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย และอันดับ 3 กระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ยาก ซึ่งทั้ง 3 อันดับ ยังอยู่ในอันดับเดิมตั้งแต่มีการสำรวจช่วง 6 ปีย้อนหลัง
ขณะที่รูปแบบการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดบ่อยที่สุด อันดับ 1 ยังคงเป็นการให้สินบน ของกำนัล หรือรางวัลต่างๆ ซึ่งมีถึง 21% อันดับ 2 การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว 19.2% และอันดับ 3 การใช้ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก 17.4% ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ 94% ไม่เห็นด้วยว่าทุจริตเป็นเรื่องไกลตัว และ 91% ไม่เห็นด้วยว่าการให้สินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเรื่องไม่เสียหาย
“ความเสียหายของการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยประเมินจากงบประมาณประเภทจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการ พบว่า แม้อัตราจ่ายเงินใต้โต๊ะลดลงอยู่ที่ 1-15% แต่หากจ่ายที่ 5% จะเกิดความเสียหาย 59,610 ล้านบาท หรือ 2.19% ของเงินงบประมาณ และมีผลต่อการเติบโตลดลง 0.42% แต่หากจ่าย 15% จะเสียหาย 178,830 ล้านบาท หรือ 6.57% ของเงินงบประมาณ กระทบเศรษฐกิจลดลง 1.27%” นางเสาวณีย์กล่าว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ค่าเฉลี่ยความสามารถที่จะทานทนต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นเดือนมิถุนายน อยู่ที่ 2.41 เท่ากับครั้งก่อนเดือนธันวาคมปีก่อน และยังเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่สำรวจ 6 ปีที่ผ่านมา แม้แนวโน้มดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นยังดี แต่การสำรวจล่าสุดยังพบว่า ยังมีความพยายามหาช่องว่างของกระบวนการจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือเงินพิเศษเพิ่มขึ้น บางรายต้องการจ่าย 30-35% เพื่อให้ได้งาน
“ผลสำรวจครั้งนี้ความเสียหายจากการทุจริตคอร์รัปชั่นอยู่ที่ 6 หมื่นถึง 1.8 แสนล้านบาท กระทบเศรษฐกิจลดลง 0.4-1.3% ซึ่งดีขึ้นกว่า 3-5 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าความเสียหาย 1-2 แสนล้านบาท กระทบเศรษฐกิจลดลง 2-2.5% ปัญหาคือต้องบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวด สร้างจิตสำนึก ปรับปรุงกฎระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง และใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น” นายธนวรรธน์กล่าว

