“สมคิด”สั่งพณ.ลุยเจรจาเอฟทีเอ หวังชดเชยรายได้ส่งออกวูบ

14.07.16 | 19:15 น.

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้มอบนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งรัดการผลักดันการส่งออก ที่ได้รับกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยการจัดทำข้อตกลงทวิภาคีความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ หรือ สแตรทิจิก พาร์ทเนอร์ชิพ กับประเทศจีน อินเดีย พม่า เวียดนาม และประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าการค้า การลงทุน รวมทั้ง ยังสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางการค้าเชิงลึกในระยะยาว ซึ่งจะไม่ใช่วิธีการเจรจาการค้าแบบดั้งเดิมเน้นการลดภาษี แต่ใช้วิธีการเจรจาเพื่อแลกเปลี่ยนกันโดยมุ่งเน้นในอุตสากรรมที่ประเทศมีความต้องการ อาทิ อุตสาหกรรมไฮเทค ดิจิตอล และอุตสาหกรรมใหม่


“ เช่นอินเดีย เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมไฮเทคและดิจิตอล ก็จะเจรจาเพื่อให้มาลงทุนอุตสาหกรรมนี้ร่วมกัน ส่วนจีนที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเดินทางไปปลายปีนี้ ก็ให้ดูว่าควรจะเจรจากับอุตสาหกรรมด้านไหน ในอุตสาหกรรมจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน หรือพม่าก็เช่นกัน ท้ายสุดผลประโยชน์ก็จะมาตกอยู่กับประเทศไทย ซึ่งถือเป็นเกตเวย์ของภูมิภาคนี้ ”นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวว่า นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฝากกำชับให้กรมการค้าภายใน และกระทรวงพาณิชย์ ดูแลเรื่องค่าครองชีพให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อาหาร พืชผัก จะต้องมีอย่างเพียงพอ และไม่ให้มีการขยับขึ้นราคาสินค้า เพราะขณะนี้ราคาสินค้าเกษตรยังต่ำ ทำให้ส่งเกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่มีฐานะยากจน

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ทั้งฉบับอาจจะล่าช้า นายสมคิด จึงมีแนวคิดให้มีการเจรจาแยกเป็นรายสาขา โดยเน้นจีนและอินเดียเป็นหลักก่อน เช่น อินเดียจะเน้นที่ทั้ง 2 ประเทศสนใจอย่างแรงงานวิชาชีพ การลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิตอล ส่วนพม่าด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โรงเรียน การโรงแรม การพัฒนาสินค้าหัตถกรรม ซึ่งไทยมีความถนัด หรือ หากพม่ามีความต้องการให้ไทยเข้าไปลงทุนการออกแบบอัญมณี โรงไฟฟ้า ธนาคาร โรงงานอาหารแปรรูป โรงงานผลิตเสื้อผ้า ไทยก็พร้อม นอกจากนี้จะเดินหน้าเจรจาเอฟทีเอกับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา

Advertisement

” ประชุมครั้งนี้ ไม่ได้มีการพูดถึงการทบทวนตัวเลขการส่งออก แต่พูดในแง่ของยุทธศาสตร์มากกว่า ซึ่งในส่วนการเจรจารูปแบบใหม่นั้นจะเห็นผลเมื่อใด คงยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ ขึ้นอยู่กับการเจรจาของ 2 ฝ่ายมากกว่า ว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อใด ” นางอภิรดี กล่าว

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเจรจารูปแบบใหม่นี้ รัฐบาลมีเป้าหมายเน้นเป็นรายอุตสาหกรรม ทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในตลาดกลุ่มซีแอลเอ็มวี รวมถึงจีน อินเดีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ อิหร่าน รัสเซีย และ ตุรกี