หน้าแรก เศรษฐกิจ รมว.อุตดันไทย...

รมว.อุตดันไทยฮับอุตสาหกรรมชีวภาพปี 63 รับเทรนด์โลก

18.07.16 | 14:43 น.

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงการผลักดันอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย ว่า อุตสาหกรรมชีวภาพ เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ ที่รัฐบาลมุ่งส่งเสริม ปัจจุบันกำลังเร่งดึงดูดการลงทุนจากประเทศเป้าหมาย อาทิ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และกระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดทำโครงการพัฒนาเครือข่ายนวัตกรรมภาคอุตสาหกรรมขึ้น เป็นโครงการต่อเนื่อง 5 ปี (2559-63) ภายใต้งบประมาณ 9 ล้านบาท มอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเป็นเจ้าภาพ มีกลุ่มเป้าหมายนำร่อง 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มแปรรูปเกษตร และกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยี นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ตั้งงบประมาณในวาระการปฎิรูปสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 วงเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท สำหรับกลุ่มเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยมีหลายกระทรวงบูรณาการขับเคลื่อน อาทิ การพัฒนาประสิทธิภาพและผลิตภาพฯ การพัฒนาบุคลากรทั้งผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรปฏิบัติการ การพัฒนาเครือข่ายนวัตกรรมของอุตสาหกรรมอาหาร การเชื่อมโยงความต้องการของผู้ประกอบการไปสู่นักวิจัย การพัฒนาเมืองนวัตกรรมอาหาร การสร้างห้องปฏิบัติการเพิ่ม รวมทั้งการสนับสนุนเอาเทคโนโลยีขั้นสูงและระบบผลิตอัจฉริยะมาใช้พัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ

นางอรรชกากล่าวว่า มั่นใจว่าอุตสาหกรรมชีวภาพของไทยจะเติบโต เพราะไทยมีความพร้อมด้านวัตถุดิบ อาทิ มันสำปะหลัง ผลิตและส่งออกได้เป็นอันดับ 1 ของโลก ข้าวและน้ำตาล เป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลก ยางพารา เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ปาล์มน้ำมัน เป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลก โดยสินค้าเหล่านี้ไม่ใช่แค่แปรรูปเป็นอาหารอย่างเดียว แต่สามารถใช้นวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาต่อยอดอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ ได้แก่ พลังงานชีวภาพ อย่างไบโอดีเซล เอทานอล และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ อย่างพลาสติกชีวภาพ เคมีชีวภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สารสกัดจากธรรมชาติ รวมถึงต่อยอดไปสู่การผลิตในอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอาง

“ปี 2563 คาดว่ามูลค่าตลาดพลาสติกชีวภาพจะเพิ่มขึ้นเป็น 560,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 23% ตามทิศทางของโลก นอกจากนี้สหภาพยุโรปได้กำหนดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเป็น 20% ภายในปีดังกล่าวด้วย ขณะที่สหรัฐอเมริกามีมาตรการบังคับให้ภาครัฐซื้อผลิตภัณฑ์ชีวภาพ อิตาลีเก็บเงินจากผู้ใช้ถุงพลาสติกทั่วไป 0.1-0.2 ยูโรต่อใบ เพราะให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากร และลดปริมาณของเสียเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”นางอรรชกากล่าว