นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเปิดลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2559 เป็นเวลา 1 เดือนนั้น อยากเชิญชวนผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพคนชรา และมีรายได้เกินปีละ 1 แสนบาท มาลงทะเบียนด้วย เนื่องจากกระทรวงการคลังจะนำข้อมูลจากการลงทะเบียนดังกล่าวมาพิจารณาเพิ่มเบี้ยยังชีพจากเดือนละ 600 บาท และจะดูข้อมูลจากการลงทะเบียนว่าคนชราที่รับเบี้ยยังชีพปีละกว่า 7 ล้านคนนั้น เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยจำนวนเท่าใด
นอกจากนี้ รัฐมีแผนจะเชื่อมการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชรากับระบบอีเพย์เมนต์ เพื่อจ่ายเงินโดยตรงให้ผู้สูงอายุเอง ซึ่งขณะนี้จ่ายผ่านไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าเชื่อมระบบอีเพย์เมนต์เรียบร้อยอาจมีคนชราบางส่วนที่ไม่ต้องการเบี้ยยังชีพ ขณะนี้พบว่าคนชราบางคนรับเงินแล้วไปบริจาคเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ หรือบางครั้งเกิดปัญหาการสวมสิทธิ ดังนั้น หากรัฐสามารถจ่ายเงินตรงไปยังคนชราได้ เมื่อมีคนชราบางส่วนสละสิทธิ์ รัฐสามารถจะนำเงินดังกล่าวมาเพิ่มให้คนชราที่มีรายได้น้อย เพื่อให้คนชราที่มีรายได้น้อยมีเงินเพียงพอกับการดำรงชีพ เพราะมองว่า 600 บาทน้อยเกินไป ส่วนจะสามารถเพิ่มเงินให้มากน้อยแค่ไหนนั้น คงต้องรอดูผลจากการลงทะเบียน และดูว่าจะมีการสละสิทธิ์มากน้อยเพียงใด
นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม กระทรวงการคลังเสนอมาตรการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในมาตรการมีทั้งให้บริษัทเอกชนนำค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้สูงอายุทำงานลดหย่อนภาษี 2 เท่า การนำบ้านมาเป็นหลักทรัพย์ในการกู้เงินเพื่อใช้ยามชรา (Reverse Mortgage) รวมถึงโครงการจัดทำบ้านประชารัฐสำหรับคนสูงอายุ นอกจากนี้ จะมีเรื่องกองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.) แปลงจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นภาคบังคับ
“กบช.ช่วยทำให้พนักงานเอกชนมีเงินเลี้ยงชีพยามเกษียณ เหมือนข้าราชการ อย่างไรก็ตาม อาจมีการมองว่าเศรษฐกิจขณะนี้ยังไม่เอื้อกับการทำ กบช. ดังนั้น ในระยะเริ่มต้นอาจจะผ่อนปรนช่วงเวลาให้บริษัทเอกชนปรับตัว เพราะบริษัทเอกชนหรือนายจ้างต้องสบทบเงินจำนวนหนึ่งในลักษณะเดียวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย” นายอภิศักดิ์กล่าว

