‘สมคิด’ ดันโครงการฟื้นฟูในกรอบวงเงิน 4 แสนล.ตามพ.ร.ก.กู้เงินเข้าครม.อังคารหน้า ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเกษตรระดับท้องถิ่น หนุนตั้งกองทุนเกษตรกร 5 หมื่นล. ธกส.อัดสินเชื่อ 4.8 แสนล้านรองรับคนตกงานเข้าภาคเกษตร 1.87 ล้านคน ด้านอุตตม จ่อตั้งกองทุนดูแลกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็ก ชายขอบ ตกหล่น เพิ่ม
ที่กระทรวงการคลัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมแนวทางการฟื้นฟูเกษตรกรหลังจาก โควิด-19ว่า เตรียมโครงการดูแลเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 ให้ความสำคัญกับการภาคเกษตรในท้องถิ่น โดยจะใช้เงินในกรอบของการฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท ตามพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งใน ภายในสัปดาห์หน้า โครงการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และคาดว่าเม็ดเริ่มในโครงการฟื้นฟูเริ่มลงสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายพฤษภาคม หรืออย่างช้าต้นเดือนมิถุนายน
“ไทยจำเป็นต้องมีโครงการในลักษณะนี้เพราะเศรษฐกิจไทยหยุดนิ่งมานานกว่า 2-3 เดือน หลังจากนี้เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มไม่ดีนัก จะส่งผลกระทบต่อการลงทุน การส่งออกและการท่องเที่ยว สิ่งสำคัญคือต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ซึ่งโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน 4 แสนล้านบาทต้องมีแผนที่ปฏิบัติได้ และมีขั้นตอนโดยเริ่มจากการนำคนมาฝึกอบรม ซึ่งเราจะให้เงินเป็นค่าจ้างให้คนมาอบรมด้วย เพื่อให้คนเหล่านั้นมีรายได้ และหลังจากอบรมแล้วจะตามมาด้วยการสนับสนุนสินเชื่อ และหาตลาดให้”นายสมคิดกล่าว
นายสมคิดกล่าวต่อว่า ส่วนการพัฒนาเกษตรกร มีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เข้ามาช่วยเป็นแกน มีข้อเสนอคือ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร,การสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจชุมชน และการสร้างความยั่งยืนเศรษฐกิจฐานราก ผลักดันสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ให้เป็นหัวขบวนของการพัฒนาภาคเกษตร รวมถึงสนับสนุนเงินกุ้ ไม่ใช่การคิดดอกเบี้ยต่ำ แต่เป็นแบบดอกเบี้ยติดลบ เช่น อาจเป็นในรูปของการสนับสนุนค่าปุ๋ย หรืออื่นๆ ก็ได้ เพราะถือว่าสมาร์ท ฟาร์เมอร์ เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ สามารถจ้างงานได้เพิ่มขึ้นภาคการเกษตร
นายสมคิดกล่าวต่อว่า สำหรับการหาตลาดนั้น เครือ ปตท. ซึ่งมีปั้มน้ำมันอยู่ทั่วประเทศมาช่วยขายสินค้าการเกษตร เช่น แทนที่จะเติมน้ำมันแล้วแถมน้ำดื่ม อาจเป็นการให้ผลไม้แทน ซึ่งอยากให้ ปตท. มาช่วยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง
ด้านนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า จากการคาดการณ์ของหอการค้าไทยเกี่ยวกับกระทบจากโควิด-19 คาดว่าจะมีคนตกงาน 7.1 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้น่าจะกลับชนบทเข้าสู่ระบบเกษตร 1.87 ล้านคน ซึ่ง ธ.ก.ส.จะของบประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อทำโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากตามแนวหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและธุรกิจชุมชนสร้างไทย
นายอภิรมย์กล่าวว่า นอกจากนี้ ธ.ก.ส.จะเตรียมสินเชื่อ 4.8 แสนล้านบาท เพื่อช่วยพัฒนาภาคการเกษตร ซึ่งส่วนหนึ่งได้ให้สินเชื่อออกไปแล้วคือ สินเชื่อฉุกเฉิน สำหรับคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ,สินเชื่อ New Gen ฮักบ้านเกิด วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เป็นต้น
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการเพื่อตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก ชุมชน รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการชายขอบที่เข้าไม่ถึงเงินทุน โดยใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งวงเงินอาจไม่สูงเท่ากองทุนเกษตร กำลังสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ไปดูว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะเป็นอีกกลไกรูปแบบหนึ่งเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มที่ยังตกหล่น
“นายกฯให้ความสำคัญกับประชาชน และกลุ่มคนที่ได้รับผลกบโควิด-19 ดังนั้นรัฐบาลมีนโยบายดูแลทุกกลุ่ม ไม่เฉพาะแค่ประชาชน กลุ่มแรงงาน ต้องดูแลไปถึงเอสเอ็มอีที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ เอสเอ็มอีรายย่อย ผู้ประกอบการในชุมชน อาจมีกลุ่มในบริการต่อเนื่องจากการท่องเที่ยวโรงแรม พวกนั้นคือเข้าถึง แต่ยังมีอีก รายเล็กรายน้อยที่ยังเข้าไม่ถึง เป็นโจทย์ที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณา”นายอุตตมกล่าว

