รายงานจากสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เผยผลการศึกษาเรื่อง “รูปแบบการสร้างเครือข่ายการผลิตอุตสาหกรรมอาหารของไทยในโมร็อกโก”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัย “แนวทางการสร้างเครือข่ายการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อรองรับการขยายตัวในตลาดใหม่ : MENA”(ตะวันออกกลางและอเมริกาเหนือ) พบว่า โมร็อกโก เป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีเสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 3.75% ต่อปี (ตั้งแต่ ปี 2556 – 2561) หากพิจารณาขีดความสามารถการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ โมร็อกโกจัดเป็นอันดับ 9 ของภูมิภาค MENA และเป็นอันดับที่ 72 ของโลกจาก 140 ประเทศทั่วโลกโดยการจัดลำดับโดย World Economic Forum ในปี 2558 -2559 คู่ค้าที่สำคัญของโมร็อกโกได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป จากความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) สินค้าเกษตร โดยยุโรปเป็นทั้งตลาดส่งออกและตลาดแรงงานที่สำคัญ นอกจากนี้โมร็อกโกยังได้ลงนามเขตการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกาและตุรกีในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดรัฐบาลโมร็อกโกมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ ด้วยการออกมาตรการสำคัญหลายด้านที่เอื้อต่อการลงทุน
โดยสินค้าส่งออกสำคัญคือ ประมง ซาร์ดีนกระป๋อง สินค้านำเข้าสำคัญ คือ ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว น้ำตาล น้ำมัน ไขมัน ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากแป้งข้าว อุตสาหกรรมประมงนับเป็นอุตสาหกรรมสำคัญ สร้างรายได้ให้กับประเทศด้วยมูลค่าการส่งออกในปี 2556 อยู่ที่ 11.7 พันล้านเดียร์แฮม หรือราว 41.6 พันล้านบาท คิดเป็น 58% ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมด และ 6.8% ของการส่งออกสินค้าทั้งหมด เป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าประมง อันดับ 1 ในภูมิภาคแอฟริกา เป็นแหล่งวัตถุดิบสินค้าประมงที่สำคัญจัดเป็นอันดับที่ 18 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคแอฟริกา รองจากประเทศอียิปต์
“จุดแข็งของโมร็อกโกในอุตสาหกรรมประมง คือ เป็นผู้นำด้านการส่งออกซาร์ดีนกระป๋อง กระบวนการผลิตค่อนข้างมีประสิทธิภาพและทันสมัย โดยเฉพาะซาร์ดีนกระป๋อง มีการพัฒนาซาร์ดีนแบบไร้หนังไร้ก้าง เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างภาพลักษณ์ให้กับตราสินค้ามากขึ้น และจากการเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงในภาพรวมระหว่างไทยและโมร็อกโก พบว่า โมร็อกโกมีปัจจัยเอื้อหลายประการต่ออุตสาหกรรมประมง ขณะที่ไทยเริ่มสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านปัจจัยการผลิตและการตลาด ดังนั้นจึงเป็นโอกาสที่ไทยจะสร้างพันธมิตรเพื่อเชื่อมต่อด้านการผลิตและการตลาดร่วมกัน ”รายงานข่าวระบุ

