นายบุญชัย ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2563 ว่าบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 70.44 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสแรกของปี 2562 คิดเป็น 26.05% ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 672.44 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 12.66% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 10.3% ลดลงจาก 12.3% จากไตรมาสแรกของปี 2562
นายบุญชัย กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสุทธิและรายได้จากการขายลดลง มาจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาลสั่งปิดห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศเพื่อระงับการแพร่ระบาด โดยทยอยปิดตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้รายได้ช่องทางค้าปลีก (Retail) ผ่านเคาน์เตอร์และซาบีน่า ช็อปในห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
“แม้ว่ารายได้จากช่องทางรีเทลจะหายไป แต่ในไตรมาสแรก ซาบีน่ายังสร้างการเติบโตผ่านยอดขายในช่องทาง Non Store Retailing (NSR) ทั้งออนไลน์ ทีวี และอื่นๆ ที่ยังเติบโตเพิ่มขึ้นได้ 9% หลังจากบริษัทฯ ปรับกลยุทธ์ให้ผู้บริหารและพนักงานขายสินค้าผ่านทางโซเชียลให้มากขึ้น รวมถึงจัดกิจกรรมผ่านทางเฟซบุ๊ค ไลฟ์ ให้บ่อยขึ้น ขณะที่แคมเปญ “ตั ว ห่ า ง แ ต่ น ม ชิ ด” Stay Home Still DOOMM เกาะกระแส Social Distancing เว้นระยะห่างระหว่างกัน สามารถสร้างกระแสฟีเวอร์ในโลกออนไลน์ทำให้ยอดขายออนไลน์เติบโตได้ในระดับที่น่าพอใจ เช่นเดียวกับรายได้จากการส่งออก (Export) สินค้าแบรนด์ “ซาบีน่า” ไปยังประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม) ที่เติบโตจากไตรมาสแรกของปีก่อน 31% เนื่องจากประเทศในกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ช้ากว่าประเทศไทย ทำให้ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ยังมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนช่องทางการรับผลิต(OEM) ให้กับลูกค้าในแถบยุโรป ลดลง 14.1% ซึ่งเป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก”
นายบุญชัย กล่าวว่า การที่บริษัทฯ ยังสามารถรักษาผลกำไรไว้ได้ในภาวะที่ยากลำบากเช่นนี้ ถือว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจ ซึ่งปัจจัยสนับสนุนอีกประการมาจากในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารได้ร่วมกันประเมินสัญญาณผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และพบว่าอาจจะส่งผลรุนแรงกว่าที่คาด ทำให้บริษัทฯ ตัดสินใจรื้องบประมาณใหม่ เพื่อหาแนวทางในการควบคุมต้นทุนด้านต่างๆ ส่งผลให้ในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทฯ สามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้ถึง 10% โดยไม่มีการปิดโรงงาน ไม่มีการปลดพนักงาน และไม่มีการลดเงินเดือน เพราะการดูแลพนักงานให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤติถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของซาบีน่า
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังใช้ช่วงเวลานี้ในการฝึกทักษะต่างๆ ให้กับพนักงาน ทั้งงานด้านการขาย และการผลิต โดยซาบีน่าได้ตัดสินใจเปิดไลน์ผลิตหน้ากากผ้า เพื่อให้พนักงานมีงานทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจนถึงตอนนี้บริษัทฯ มีคำสั่งผลิตหน้ากากผ้าแล้วกว่า 5 ล้านชิ้นจากองค์กรชั้นนำต่างๆ โดยแผนการผลิตถูกวางไปจนถึงเดือนมิถุนายนนี้
ขณะที่ในช่วงไตรมาสที่ 2 (เมษายนถึงมิถุนายน) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากการปิดห้างสรรพสินค้า นายบุญชัย กล่าวว่า ซาบีน่าก็ยังสามารถสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากในเดือนเมษายน บริษัทฯ ได้ออกสินค้าใหม่ในคอลเลคชั่น ThaiFruit ซึ่งเป็นชุดชั้นในลวดลายผลไม้ไทย สีสันสดใส ต้อนรับช่วงซัมเมอร์ พร้อมหน้ากากผ้าลวดลายเดียวกันออกวางจำหน่ายเน้นเจาะลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น และในเดือนพฤษภาคม บริษัทฯ ยังได้วางจำหน่ายหน้ากากผ้า Triple Mask (ทริปเพิ้ล มาส์ก) ที่มีคุณสมบัติป้องกันฝุ่นและแบคทีเรีย ออกมาทำตลาดในช่องทางออนไลน์เช่นกัน ทำให้บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสามารถรักษาตัวเลขกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 2 ไว้ได้ และคาดว่าผลประกอบการจะกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

