คิดเห็นแชร์ : สมาร์ทโฟนรองรับ 5G จะเป็นกระแสหลัก ในครึ่งปีหลัง 2563

คิดเห็นแชร์ : สมาร์ทโฟนรองรับ 5G จะเป็นกระแสหลัก ในครึ่งปีหลัง 2563

คิดเห็นแชร์ : สมาร์ทโฟนรองรับ 5G จะเป็นกระแสหลัก ในครึ่งปีหลัง 2563

บทความในคอลัมน์ “คิด เห็น แชร์” เมื่อเดือน ก.พ.2563 ผมได้หยิบยกบทวิเคราะห์ของทางฝ่ายวิจัยฯ บล.เคจีไอ (ประเทศจีน) ที่ประเมินว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ประเทศจีน จะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อาจทำให้การเปิดตัวสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับเทคโนโลยี 5G ต้องล่าช้าออกไป อย่างไรก็ดี สำหรับสถานการณ์ล่าสุดที่ประเทศจีนเริ่มควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้ดีขึ้น และเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ฝ่ายวิจัยฯ บล.เคจีไอ(ไต้หวัน) ล่าสุดออกบทวิเคราะห์ประเมินสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่รองรับเทคโนโลยี 5G จำนวนมากจะทำการเปิดตัวในครึ่งปีหลังของปี 2563 โดยเฉพาะในไตรมาส 4/63 แม้เดิมเราจะคาดว่าการเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G ปีนี้จะล่าช้า

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อมูลการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ประเทศจีนในปีนี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันราวครึ่งหนึ่ง เป็นสมาร์ทโฟนที่รองรับเทคโนโลยี 5G แล้วทั้งสิ้น และคาดว่าการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ จะยิ่งมากขึ้นในไตรมาส 4/63

สำหรับสมาร์ทโฟนแบรนด์ที่หลายฝ่ายจับตามองคือ iPhone ว่าจะทำการเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่สามารถรองรับเทคโนโลยี 5G ออกมาในปีนี้หรือไม่ หลังจากที่เทคโนโลยี 5G ในปัจจุบันนั้นถูกจำกัดอยู่เพียงสมาร์ทโฟนระบบ Android โดยฝ่ายวิจัยฯ บล.เคจีไอ (ไต้หวัน) ทำการคาดการณ์ว่าจะมีการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ที่สามารถรองรับ 5G ได้ในช่วงต้นไตรมาส 4/63 และประเมินว่าราคาเปิดตัว iPhone ที่สามารถรองรับ 5G ได้นั้น จะเริ่มต้นที่ราว 799 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบกับการเปิดตัว iPhone 11 ที่ราคาเริ่มต้น 699 ดอลลาร์สหรัฐ) และน่าจะเริ่มทำการส่งมอบ iPhone รุ่นใหม่ ได้ราว 70 ล้านเครื่องภายในสิ้นปี
2563 คิดเป็น 36.8% ของจำนวนสมาร์ทโฟน ที่สามารถรองรับ 5G ได้ทั้งหมด 170 ล้านเครื่อง ที่คาดว่าจะสามารถส่งมอบได้ภายในปี 2563

ขณะที่ประเมินการส่งมอบสมาร์ทโฟนที่รองรับ 5G ในปี 2564 จะเพิ่มขึ้น 163% เป็น 500 ล้านเครื่อง และประเมินว่าอัตราการเข้าถึงเทคโนโลยี 5G (Penetration rate) ในปี 2563 จะอยู่ที่ราว 14% ก่อนที่จะเร่งตัวขึ้นเป็น 33% ในปี 2564

เมื่อฝั่งห่วงโซ่อุปทานเริ่มกลับมาทำงานได้ อุปกรณ์ที่สามารถรองรับเทคโนโลยี 5G ได้เริ่มทำการผลิตและส่งมอบสินค้า ในขณะที่ฝั่งอุปสงค์หรือผู้ใช้งาน ผมประเมินว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ ทำให้เกิดการใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) ส่งผลให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และหน่วยงานภาครัฐ เริ่มเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้และการพัฒนาเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค

เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ข้างต้น มีโอกาสที่จะเกิดวัฏจักรการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนใหม่ตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไปซึ่งหากวิเคราะห์ธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์ในช่วงต้นของวัฏจักรนี้ก็คือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่คาดว่าจะเริ่มทำการส่งมอบ

ชิ้นส่วนสำหรับการนำไปประกอบเป็นสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ต่างๆ ที่รองรับ 5G และธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์รองลงมาคือ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและร้านค้าปลีก เป็นต้น

ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่ราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงร้านค้าปลีกโทรศัพท์มือถือ ฟื้นตัวขึ้นมาท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ส่งท้ายกันที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทย สำหรับดัชนี SET index ในขณะนี้ผมประเมินว่าการฟื้นตัวของดัชนี SET index ราว +25% จากราคาปิดต่ำสุดวันที่ 23 พ.ค. ที่ 1,024 จุด ทำให้ Valuation ตลาดหุ้นไทยขณะนี้นั้นเริ่มที่จะ “ไม่ถูก” แต่เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่าสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงจากการแพร่ระบาดของไวรัสนั้นเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระยะสั้นในปีนี้ และคาดจะเริ่มกลับสู่ปกติได้ในปี 2564 รวมทั้งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ จากมาตรการการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนกล้าที่เสี่ยงมองข้าม Valuation ปี 2563 ไปใช้ Valuation ปี 2564 ในการพิจารณาการลงทุน

อย่างไรก็ดี ผมประเมินว่าดัชนี SET index จะยังคงผันผวนสูงในเดือน พ.ค.นี้ เนื่องจาก i) Valuation ที่ไม่ถูก ii) การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอในช่วงของการล็อกดาวน์ และ iii) พ้นช่วงการจ่ายปันผลประจำปี 2562 ของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่แล้ว ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยจึงควรที่จะเน้นในเรื่องของการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีที่อาจมีการพักฐานตามภาวะตลาดโดยรวม

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon