นางละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทย (ภาคเหนือตอนบน) เปิดเผยว่า หลังจากศูนย์บริหาร สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ได้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และอนุญาตให้หลายธุรกิจกลับมาเริ่มต้นเปิดกิจการอีกครั้ง รวมถึงปรับเวลาของมาตรการเคอฟิวส์ใหม่เป็น 23.00-04.00 น. จากเดิมที่กำหนดไว้ 22.00-04.00 น. ซึ่งเบื้องต้นโรงแรมในภาคเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ได้ถูกสั่งปิดชั่วคราวจากภาครัฐ แต่เป็นการหยุดกิจการชั่วคราวเองของผู้ประกอบการ เพราะไม่มีการเดินทางของประชาชนหรือนักท่องเที่ยว ทำให้รายได้ทั้งหมดเป็นศูนย์ จึงต้องหยุดเองโดยที่รัฐไม่ได้สั่งปิด ยกเว้นส่วนที่ถูกสั่งปิดจะอยู่ในกลุ่มฟิตเนส สปา สระว่ายน้ำ และห้องอาหาร ซึ่งห้องอาหารจะปิดไม่ให้ลูกค้าภายนอกเข้ามาใช้บริการ แต่สามารถให้เปิดให้ลูกค้าที่เข้าพักในโรงแรมสามารถใช้บริการได้ตามปกติ แต่พอไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา เกิดการปิดเมือง ปิดสนามบิน และลดการเดินทางหากไม่จำเป็น ผู้ประกอบการก็ต้องปิดโรงแรมชั่วคราวไป ซึ่งการปลดล็อกหรือไม่ปลดล็อกของรัฐบาลในขณะนี้ แม้จะยังไม่มีการปลดล็อกและให้ธุรกิจโรงแรมกลับมาเปิดอีกครั้ง ผู้ประกอบการก็ไม่ได้ทีส่วนได้หรือเสียอะไรเพิ่มเติม
นางละเอียดกล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ในเชียงใหม่ ขณะนี้ผ่านมาเป็นเดือนแล้ว ที่ไม่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น แต่เพิ่งมาพบอีกครั้งในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา จำนวน 1 ราย ที่เดินทางมาจากจังหวัดอื่น แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้รุนแรงมากนัก จึงมองว่า ควรเริ่มมีการขยับหรือขับเคลื่อนอะไรออกมาให้เป็นปกติมากขึ้นได้แล้ว ซึ่งหากการเดินทางระหว่างพื้นที่หรือระหว่างจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน ยังมีความเสี่ยงอยู่ ก็อาจต้องทยอยปรับในแง่การใช้จ่ายของคนในพื้นที่ก่อน เพื่อให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนมากขึ้น โดยหากสามารถปลดล็อกได้ภายในต้นเดือนมิถุนายนนี้ หรือเดือนกรกฎาคมนี้ ภาคธุรกิจน่าจะค่อยๆ ขยับตัวได้ ซึ่งเมื่อธุรกิจโรงแรมกลับมาเริ่มต้นให้บริการอีกครั้ง ภาครัฐควรสนับสนุนให้มีการใช้จ่ายในด้านการจัดประชุมสัมมนาของหน่วยงานรัฐบาลต่างๆ ทั้งจังหวัดเดียวกันและข้ามจังหวัด และจัดประชุมสัมมนาให้กระจายไปในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เพราะขณะนี้รัฐน่าจะมีศักยภาพและมีงบประมาณในการสนับสนุนตลาดการจัดประชุมสัมมนาได้
นางละเอียดกล่าวว่า ภาคเอกชนได้หารือร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการออกมาตรฐานเพื่อรองรับการกลับมาเริ่มต้นเปิดให้บริการธุรกิจโรงแรมใหม่อีกครั้ง ทั้งในด้านการเข้าพักของนักท่องเที่ยว และการจัดประชุมสัมมนา อาทิ การให้บริการลูกค้าที่ต้องมีความพิเศษมากขึ้น เพราะไม่สามารถให้ลูกค้าเข้ามารวมตัวกันในปริมาณมากๆ เท่าเดิมแล้ว ห้องอาหาร ไม่สามารถนั่งได้ตามจำนวนเดิม ไม่สามารถเป็นการให้บริการแบบบุฟเฟ่ตามเดิมได้ รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม แม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นในการหาอุปกรณ์หรือเครื่องมือป้องกันต่างๆ แต่ผู้ประกอบการก็พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยในผู้ประกอบการรายใหญ่ มีความพร้อมที่จะสามารถกลับมาเปิดอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม หรือ 1 สิงหาคมนี้ หากภาครัฐมีการสนับสนุนตลาดประชุมสัมมนา เพื่อสร้างรายได้และหมุนเวียนเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
“ขณะนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยากกลับมาเปิดให้บริการตามปกติแล้ว เพราะมีภาระในการจ้างพนักงานอยู่ แต่บางรายอาจใช้สิทธิ์ในการขอเยียวยาจากประกันสังคม ซึ่งสิทธิ์ในการใช้ประกันสังคมขอให้เยียวยาทั้งรัฐสั่งปิดและผู้ประกอบการปิดเอง โดยผู้ประกอบการและแรงงาน สามารถยื่นเรื่องของเยียวยาได้ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา สามารถลงทะเบียนได้ ซึ่งจะได้รับการเยียวยาได้ไม่เกิน 90 วัน และประกันสังคมจะจ่ายเป็นรายเดือน แล้วแต่การพิจารณาของประกันสังคมเอง ซึ่งในเชียงใหม่ และภาคอื่นๆ ยังเห็นการจ่ายเยีวยาของประกันสังคมอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก โดยตั้งแต่เดือนเมษายน จนถึงปัจุบัน น่าจะจ่ายได้เพียง 5% เท่านั้น จึงยังไม่เห็นว่าการปฏิบัติทำได้จริงและรวดเร็วตามที่คาดหวังไว้ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปิดกิจการชั่วคราวต่อไป เพราะหากเปิดแล้วก็ยังไม่เห็นการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ ในเรื่องการเดินทางหรือการท่องเที่ยว โดยการกลับมาเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ยังไม่เห็นสัญญาณที่ดีในระยะสั้นๆ นี้ ซึ่งประเมินว่าอาจเริ่มกลับมาฟื้นอีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เพราะคนส่วนใหญ่น่าจะรอให้ทุกอย่างสงบจริงๆ ก่อน จีงจะมีความเชื่อมั่นใจการออกเดินทางอีกครั้ง ส่วนตลาดต่างชาติภาพรวมโควิด-19 ดูยังไม่ดีขึ้น ทำให้การฟื้นตัวคงยังเป็นไปได้ยาก” นางละเอียดกล่าว

