‘การบินไทย’ หลังทำตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย เข้าภาวะหยุดชำระหนี้ทั้งตัวเงินต้นและดอกเบี้ยชั่วคราว
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กรณีการบินไทยต้องเข้าสู่กระบวนการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ขั้นตอนต่อจากนี้คือ การบินไทยจะต้องเข้าสู่สภาวะพักชำระหนี้ ซึ่งก็คือการหยุดชำระหนี้ทั้งตัวเงินต้นและดอกเบี้ยชั่วคราว เพื่อจัดทำแผนฟื้นฟู ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ซึ่งขั้นตอนการจัดทำแผนฟื้นฟูดังกล่าว ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดในการดำเนินงาน แต่กระบวนการเบื้องต้น เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ ทุกอย่างจะต้องหยุดลงชั่วคราว เพื่อรอให้ผู้จัดทำแผนนำแผนฟื้นฟูกลับไปเสนอต่อศาลอีกครั้ง ซึ่งแผนดังกล่าวจะประกอบด้วยคณะกรรมการในการบริหารแผน ที่ปรึกษาทางการเงิน และเจ้าหนี้ ทั้งหมดจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูขึ้นมา โดยปกติแผนฟื้นฟูบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ในกรณีที่เป็นธรรมชาติ หากบริษัทจดทะเบียนจะถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีเวลาในการทำคำยอมรับให้แล้วเสร็จประมาณ 1 เดือน โดยจะมีทางเลือกให้ว่า บริษัทนั้นจะยอมล้มละลาย หรือไม่ยอมล้มละลายแล้วทำแผนการฟื้นฟูออกมา แต่หลังจากนั้นกรอบเวลาในการดำเนินการต่างๆ ยังไม่ชัดเจนว่าจะอยู่ที่เท่าใด
นายณัฐพลกล่าวว่า สำหรับกระบวนรายงานงบการเงินรายไตรมาสและรายปี แบ่งออกเป็นงบรายไตรมาส ต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่เกิน 45 วันทำการ ส่วนงบรายปีต้องไม่เกิน 60 วันทำการ แต่การแจงงบประจำไตรมาส 1/2563 ที่ถูกยืดระยะเวลาส่งงบออกไป เป็นเพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกมาผ่อนผันการส่งงบการเงินให้บริษัทจดทะเบียนไทย โดยการบินไทยได้ชี้แจงว่าจะจัดส่งงบการเงินให้ตลาดหลักทรัพย์ฯภายในวันที่ 14 สิงหาคม ซึ่งหากอิงตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะยึดตัวงบการเงินเป็นหลักว่า จะเข้าข่ายการถูกเพิกถอนหรือไม่ อาทิ สินทรัพย์มีมูลค่าลดลงมากกว่าที่คาด สัดส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบหรือไม่ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะยังไม่ได้เห็น จนกว่าการบินไทยจะแจ้งงบเข้ามาภายในวันที่กำหนดไว้ โดยขณะนี้จะเห็นเพียงงบการเงินไตรมาส 4/2562 ที่รายงานไว้ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้การบินไทยจึงยังไม่เข้าเงื่อนไขในการถูกเพิกถอน หรือถูกขึ้นเครื่องหมายแสดงการห้ามซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นการชั่วคราว (เอสพี) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าจะประเมินออกมาในลักษณะใด เพราะการบินไทยก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องเข้าสู่แผนฟื้นฟู โดยกรณีนี้ก็เข้าข่ายกระทบกับผู้ถือหุ้นอยู่ เพราะอาจต้องมีการลดทุนหรือเพิ่มทุนเกิดขึ้น ซึ่งก็อยู่ที่การพิจาราณาของตลาดหลักทรัพย์ฯต่อไป
“ความเสี่ยงของการบินไทยตอนนี้ เป็นเรื่องสภาพคล่อง เพราะขณะนี้การบินไทยไม่มีรายได้เข้ามา ขณะที่ภาระหนี้สินยังมีต้องชำระอยู่ โดยล่าสุดแอร์บัสได้ส่งสัญญาณว่า การบินไทยใกล้ครบกำหนดการชำระหนี้ค่าเช่าเครื่องบินในเร็วๆ นี้แล้ว ซึ่งประเมินว่ามีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้อยู่แล้ว แต่ในส่วนของหุ้นกู้หรือกองทุนที่เกี่ยวเนื่องกับการบินไทย เชื่อว่าคงไม่ได้มีความเสี่ยงมากอย่างที่นักลงทุนกังวลกันไว้ เพราะอย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำให้ในช่วงแรกการบินไทยอาจต้องใช้วิธีออกตราสารหนี้รุ่นใหม่เพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนใหม่ไปชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้รายเดิม (โรลโอเวอร์) ซึ่งพอการบินไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนทางการเงินไม่สูง แม้ว่าอันดับความน่าเชื่อถือจะไม่ได้มากเท่าเดิม โดยเชื่อว่าคงให้กระทรวงการคลัง จัดหาแหล่งเงินทุนใหม่เพิ่มเติม ทำให้พวกตราสารหนี้น่าจะไม่มีประเด็นอะไร แต่ในส่วนของตราสารทุนมี 2 เรื่องคือ การลดทุนและเพิ่มทุน ซึ่งผู้ถือหุ้นสามัญอาจต้องพิจารณาในการใส่เงินเพิ่ม เพื่อเพิ่มทุน จึงเป็นความเสี่ยงที่ต้องลุ้นว่า หลังจากนั้นในอนาคตการบินไทยจะกลับมาได้หรือไม่ ซึ่งตลาดก็คาดหวังว่า หลังจากทำตามแผนฟื้นฟูแล้ว และเป็นธุรกิจของภาครัฐก็น่าจะกลับมาได้เป็นบวกได้” นายณัฐพลกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระบวนการของแผนฟื้นฟูการบินไทยตาม พ.ร.บ.ล้มละลายมี 10 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ครม.มีมติเห็นชอบ ให้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ภายใต้ พ.ร.บ.ล้มละลาย กระทรวงการคลังลดการถือหุ้นในการบินไทยตามมติ ครม. และการบินไทยมีมติให้ปรับสัดส่วนถือหุ้น ต่ำกว่า 50% เท่ากับว่าการบินไทยหลุดจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ 2.การบินไทยมีมติให้ ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและเสนอตัวเป็นผู้ทำแผนต่อศาล พร้อมทั้งตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจากับเจ้าหนี้ 3.เมื่อศาลรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ในขั้นตอนนี้การบินไทยจะได้รับความคุ้มครองสภาวะการชำระหนี้ 4.ส่งหมายให้เจ้าเจ้าหนี้ 5.ประชุมเจ้าหนี้ เพื่อเจรจา 6.ศาลตั้งผู้ทำแผน ผู้ทำแผนเสนอแผน 7.ผู้ทำแผนเสนอแผนฟื้นฟูกิจการ 8.ประชุมเจ้าหนี้ อีกครั้งเพื่ออนุมัติแผนฟื้นฟู ในการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขแผนฟื้นฟู 9.ศาลพิจารณาเห็นชอบแผน พร้อมแต่งตั้งผู้บริหารแผน และ 10.ดำเนินกิจการตามแผนฟื้นฟู

