นางวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด กล่าวว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนขนาดใหญ่หลายแห่งได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เตรียมเดินสายโร้ดโชว์พบผู้ขายหน่วยลงทุนต่างประเทศในระหว่างวันที่ 15-17 กันยายนนี้ เพื่อหนุนให้ต่างประเทศร่วมขายหน่วยลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยมากขึ้น และมองว่าช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมเพราะบางประเทศมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ต้องการหาแหล่งลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดี
สำหรับภาวะการลงทุนในกองทุนรวมช่วงครึ่งปีแรกพบว่าเมื่อหุ้นปรับขึ้นนักลงทุนเริ่มขายทำกำไรหลังจากปีก่อนหน้าบางกองทุนมีผลตอบแทนติดลบ ขณะที่ปีนี้กลุ่มกองทุนที่ลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น แฮล์ทแคร์มีผลตอบแทนไม่ดีนัก แต่ส่วนตัวต้องการให้นักลงทุนพิจารณาข้อมูลให้รอบด้านว่าเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนนั้นกระทบต่อบริษัทที่กองทุนเข้าไปลงทุนหรือไม่ ทั้งนี้ เชื่อว่าภาวะหุ้นไทยที่ปรับตัวดีขึ้นจะหนุนให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวม(เอ็นเอวี)โดยรวมเพิ่มขึ้นได้ ส่วนการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(แอลทีเอฟ) ที่ปีนี้ต้องถือครองให้ครบ 7 ปีปฏิทินนั้นส่วนตัวมองว่าไม่มีผลกระทบสำหรับผู้ที่จะลงทุนยาวและเชื่อว่าปลายปีจะมีเม็ดเงินเข้ามาเช่นเดิม
นางวรวรรณกล่าวอีกว่า สำหรับการลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ไม่ว่าผลจออกมาเป็นอย่างไรเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาวะการลงทุนโดยรวม เพราะปัจจุบันผู้บริหารกองทุนจากต่างประเทศมองเรื่องผลตอบแทนและความต่อเนื่องของนโยบายรัฐที่วางไว้ตามโร้ดแมปเป็นหลัก อีกทั้งกระแสเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในไทยเป็นผลจากดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจในประเทศบางตัวเริ่มดีขึ้น จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้มากกว่า 3%
ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 22-24 กรกฎาคม สมาคมบริษัทจัดการลงทุนได้ร่วมกับตลท. จัดงานตลาดนัดกองทุนรวม Mutual Fund Fair 2016 ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาภิเษก โดยมีบริการวางแผนสร้างพอร์ตแกร่งด้วยกองทุนรวมแบบครบวงจรกว่า 1,000 กองทุน จาก 14 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซึ่งที่ผ่านมากองทุนรวมกลายเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ออมส่งผลให้เกิดการเติบโตเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจาก 10 กว่าปีก่อน โดยสิ้นปี 2558 มีจำนวนผู้ถือหน่วยลงทุนที่ 4,833,280 บัญชี ในด้านมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ 30 มิถุนายน 2559 มีมูลค่าสูง 4,412,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 8.73% จากสิ้นปี รวมทั้งมีเม็ดเงินลงทุนใหม่สูงกว่า 319,733 ล้านบาท โดยยังคงเน้นลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงต่ำและมีสภาพคล่อง เช่น กองทุนตราสารหนี้ ขณะที่กองทุนแอลทีเอฟและกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(อาร์เอ็มเอฟ) เติบโตที่ประมาณ 5.8%

