“อัยการธนกฤต”ยกข้อควรระวังฟื้นฟู’บินไทย’ ชี้ไม่แน่นอนว่าผู้ทำแผนเป็นคนฝ่ายไหนต่างจากคดีล้มละลายศาลอเมริกา ให้สิทธิลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนเสนอก่อนเจ้าหนี้ แนะ”บินไทย”จะเสนอใครทำแผนต้องได้รับการยอมรับจากเจ้าหนี้ก่อน
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลไทย (ทุน ก.พ.) ตามความต้องการของกรมบังคับคดีไปศึกษาต่อกฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส และอดีตเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี ได้โพสต์ความเห็นเรื่องข้อที่ต้องระวังเมื่อการบินไทยฟื้นฟูกิจการว่า ถึงแม้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจะเป็นมาตรการในการเยียวยากิจการของการบินไทยที่ประสบปัญหาทางการเงินให้สามารถฟื้นฟูกิจการของตนให้กลับมาดำเนินธุรกิจแสวงหากำไรได้ดังเดิม โดยไม่ต้องเลิกกิจการหรือต้องล้มละลาย และเมื่อการบินไทย ลูกหนี้ สามารถฟื้นฟูกิจการของตนก็จะสามารถหาทรัพย์สินมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ การฟื้นฟูกิจการจึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อลูกหนี้และเจ้าหนี้
“แต่การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยมีข้อที่ต้องควรระวังอยู่หลายประการ ในที่นี้จะขอนำมากล่าวถึงเฉพาะบางประเด็นเท่านั้น คือความไม่แน่นอนว่าผู้ทำแผนจะเป็นคนของฝ่ายการบินไทยหรือฝ่ายรัฐ ผู้ทำแผนอาจมาจากฝ่ายเจ้าหนี้ก็ได้ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/17 แม้จะกำหนดให้ลูกหนี้มีสิทธิเสนอผู้ทำแผนได้ แต่กฎหมายก็เปิดช่องให้เจ้าหนี้คัดค้านผู้ทำแผนที่ลูกหนี้เสนอและตั้งคนของเจ้าหนี้เป็นผู้ทำแผน ด้วยการลงมติของเจ้าหนี้ฝ่ายที่มีจำนวนหนี้ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนหนี้ทั้งหมดของเจ้าหนี้ซึ่งได้ออกเสียงลงคะแนนในมตินั้น เลือกบุคคลอื่นให้เป็นผู้ทำแผนและเสนอให้ศาลเห็นชอบได้ แผนฟื้นฟูกิจการเป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เนื่องจากกำหนดหลักการและวิธีการฟื้นฟูกิจการไว้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การชำระหนี้ การยืดกำหนดเวลาชำระหนี้ การลดจำนวนหนี้ลง การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ การลดทุนและเพิ่มทุน การก่อหนี้และระดมเงินทุน แหล่งเงินทุน การจัดการและการหาประโยชน์จากทรัพย์สินของลูกหนี้ ดังนั้น หากฝ่ายการบินไทย ลูกหนี้ ซึ่งหมายความรวมถึงตัวแทนจากรัฐ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม ได้เป็นผู้ทำแผนก็จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมและประเทศชาติมากกว่าที่คนฝ่ายของเจ้าหนี้จะเป็นผู้ทำแผน เพราะวิถีแห่งเจ้าหนี้และวิถีแห่งลูกหนี้ย่อมแตกต่างกัน วิถีแห่งเจ้าหนี้ย่อมทำเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้มากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนรวม”ดร.ธนกฤตกล่าว
ดร.ธนกฤตกล่าวว่า เมื่อครั้งที่เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัท อุตสาหกรรม ปิโตรเคมิคัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีพีไอ ในปี 2543 หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน คือบริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด เป็นคนของฝ่ายเจ้าหนี้ และมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจากข้อกล่าวหาของฝ่ายลูกหนี้ว่า บริษัท เอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด ดำเนินการหลายอย่างที่เอื้อประโยชน์แก่เจ้าหนี้และสร้างความไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้ จนนำไปสู่ข้อพิพาทเป็นคดีในศาลล้มละลายกลางต่อมาจำนวนมาก ในขณะที่ประมวลกฎหมายล้มละลาย (The Bankruptcy Code) ของสหรัฐอเมริกากำหนดเรื่องนี้ไว้แตกต่างกันด้วยเล็งเห็นว่า ลูกหนี้ย่อมเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในรายละเอียดของกิจการและสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีที่สุด จึงกำหนดให้ลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนและเสนอแผนก่อนเจ้าหนี้ และน่าจะแสดงให้เห็นถึงกระบวนการฟื้นฟูกิจการของสหรัฐอเมริกาที่โน้มเอียงมาในทางต้องการช่วยเหลือลูกหนี้ค่อนข้างมาก การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของการบินไทยในศาลสหรัฐอเมริกาจึงไม่น่าเป็นห่วงในประเด็นเรื่องผู้ทำแผน เพราะลูกหนี้ได้รับสิทธิตามกฎหมายให้เป็นผู้ทำแผนก่อนเจ้าหนี้อยู่แล้ว ประมวลกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา มาตรา 1121 จึงกำหนดให้ลูกหนี้สิทธิเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวที่จะเสนอแผนฟื้นฟูกิจการได้ก่อน ภายในระยะเวลา 120 วัน นับจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โดยกำหนดเวลาดังกล่าวอาจมีการขอขยายระยะเวลาได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว และลูกหนี้ไม่เสนอแผน เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียคนอื่นถึงจะสามารถเสนอแผนฟื้นฟูกิจการได้
สำหรับการขอฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายของไทย ในกรณีที่การบินไทยจะเสนอคนของฝ่ายตนให้เป็นผู้ทำแผนก็ควรที่จะให้แน่ใจเสียก่อนว่าได้รับการยอมรับจากบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายด้วย เพื่อไม่ให้บรรดาเจ้าหนี้คัดค้านเมื่อการบินไทยเสนอตั้งผู้ทำแผนต่อศาล ซึ่งหากเจ้าหนี้คัดค้านก็จะต้องมีการเรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อลงมติตั้งผู้ทำแผนคนใหม่แทนคนที่ลูกหนี้เสนอแล้วจึงเสนอให้ศาลเห็นชอบ ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาในการตั้งผู้ทำแผนต้องทอดระยะเวลายาวนานออกไป

