วิกฤตของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่เกิดขึ้น นอกจากจะทำให้รัฐบาลต้องกุมขมับแล้ว ยังสร้างความระส่ำระสายในหมู่ลูกจ้างและพนักงานของการบินไทยเป็นอย่างมาก เพราะยังมองอนาคตไม่ออกว่าการยื่นฟื้นฟูต่อศาลล้มละลายครั้งนี้จะส่งผลต่อชีวิตการทำงานในภายภาคหน้าอย่างไรบ้าง
นเรศ ผึ้งแย้ม ประธานสหภาพรัฐวิสาหกิจบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ สร.กบท. ระบุว่า การยื่นฟื้นฟูถือเป็นทางเลือกเดียวที่จะรอด คือ ทำแผนฟื้นฟูถูกต้องแล้ว แต่มีนัยยะแอบแฝงคือลดหุ้นทำไมในตอนนี้ เป็นขั้นตอนผิดปกติ สรุปแล้วฟื้นฟูเป็นทางเลือกเดียวที่เหลือ หากให้รัฐอุ้ม 5 หมื่นล้านบาท คือการบินไทยมีทรัพย์สิน 2.65 แสนล้าน มีหนี้สิน 2.45 แสนล้าน มีส่วนต่าง 1 หมื่นล้าน ถ้าผมไปเอา 5 หมื่นล้านมาใส่ ก็เข้าเงื่อนไขทันทีว่าอยู่ในแนวโน้มล้มละลาย แต่ถ้ายังจ่ายหนี้ก็ยังไม่ล้มเท่านั้นเอง แต่หากผิดชำระเมื่อไหร่เจ้าหนี้ฟ้องล้มละลายได้ทันทีตามกฎหมาย แต่ปัจจุบันเรายังไม่เข้าเงื่อนไขนะ เพราะว่าทรัพย์สินยังมากกว่าหนี้สิน ดังนั้น ทางออกแรกๆ คือได้ต่อลมหายใจสุดท้าย
“ตอนนี้เราไม่ได้บินจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ อาจจะอยู่ได้ 3-5 เดือน แล้วก็ล้มละลายตามกฎหมายอย่างแท้จริง กับทางเลือกที่ 2 คือรู้ว่าจะตายแล้ว แต่ขอโอกาสฟื้นฟูตัวเองก่อนจึงเป็นทางรอด แต่ไม่ใช่รัฐบาลให้เรารอดแล้วเราจะรอดนะต้องขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้ว่าเขาเห็นกระบวนการแล้วโอเคไหม จุดเสี่ยงของเราจึงเป็นเจ้าหนี้ โดยเฉพาะปัจจุบันมีเจ้าหนี้ต่างประเทศอย่าลืมเขามีบุริมสิทธิ เขามีเครื่องบินเป็นหลักประกัน ตอนนี้ลดสัดส่วนหุ้นแล้ว เดิมค้ำประกันเครื่องเราไว้”
ที่ผ่านมาได้บอกเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ว่าให้ทำใจ มีโอกาส ไม่ต้องรอให้เขาปลดหรอก ใครมีอะไรก็ต้องเตรียมหาทางออกหน่อย ตอนนี้การบินไทยจบแล้ว แต่ถ้าไม่มีที่ไปก็ยื้อไป อะไรไป เพราะอยู่ก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตอนนี้พนักงานเราจะไปขอเครดิตพยาบาล ส่งตัวไปแล้วบริษัทจะจ่ายทีหลัง เขายังไม่รับเราเลย และปัญหาที่จะตามมาในอนาคต คือ เครื่องบินเราที่จะต้องรับอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ทั้งแอร์บัส โบอิ้ง และผู้ผลิตชิ้นส่วนให้ ไม่ต้องการที่จะยึดเครื่องบินเราหรอก อดีตเราไม่มีเงินไปซื้อโดยใช้เครดิตไปเอามาใช้ก่อนได้ บินได้เงินก็ค่อยไปคืน ต่อไปเมื่อไม่มีเครดิตแล้วเราไปยืมเขามาใช้ก่อนใครจะยอมให้ แล้วจะบินได้อย่างไร ยังมีเครดิตน้ำมัน ก็อาศัยมีเครดิตเอาไปใช้กับผู้บริการน้ำมันทั่วโลก จะต้องพกตังค์ใส่เครื่องบินไปจ่ายให้เขาเลยหรือไม่ ก็สุ่มเสี่ยงมากมาย บินไปแล้วเครื่องจะถูกยึดหรือไม่ ผู้โดยสารไม่ต้องกลัวเรื่องโควิดเลย กลัวเครื่องบินไปแล้วได้กลับไหมมากกว่า เพราะเครื่องโดนยึด หรือไม่ก็ไม่มีบริษัทเติมน้ำมันให้
“อย่างไรก็ตาม มีเรื่องเป็นห่วงพนักงาน คือ เรื่องการปลดพนักงาน ถ้าปลดก็ได้ชดเชยตามกฎหมาย หลายคนมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฝากไว้ จริงๆ พนักงานการบินไทยไม่ได้กินหรูอยู่สบายมานานมากแล้ว คือมีเฉพาะระดับสูงๆ บางคนเท่านั้น เงินเดือน 2-4 หมื่นบาทไปไหนไม่ได้ เพราะหนี้สินสหกรณ์เยอะ ของพนักงานเราทั้งบริษัทมีหนี้สหกรณ์ประมาณ 1-2 ล้านบาท ทุกคน ดังนั้น ค่าชดเชยตามกฎหมาย หากเงินเดือนไม่สูงใช้ไม่พอ เขาอยากจะออกอยากจะไป แต่ไปไม่ได้ เพราะยังมีค้ำประกันระหว่างเพื่อนด้วย ถ้าเขาไปก็ทิ้งหนี้ไว้ให้เพื่อน อย่างเพื่อนผมหนีไปอเมริกา เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมก็มารับหนี้ 1 ล้านบาทแทน และตั้งแต่ที่เพื่อนผมไปก็ออกไปกันเป็นพันคนแล้วที่ทิ้งหนี้ให้คนอื่นใช้แทน การบินไทยถ้าไม่มีโอที เบี้ยเลี้ยง เงินเดือนเขาไม่เหลือ ถูกหักหมด เขาจึงไม่รอให้ลดเงินเดือนหรอก ดังนั้น ลดพนักงานก็ขอให้ชดเชยตามกฎหมายก็พอ” นเรศกล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่ “พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของการบินไทย” ไม่ขอเปิดเผยชื่อเพราะอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงได้ระบายให้ฟังว่า เรื่องการฟื้นฟูการบินไทยตอนนี้ก็ได้ยินแต่ที่นายกฯพูดเท่านั้น ยังไม่มีอะไรออกมา ยังไม่รู้วิธีการจะเป็นอย่างไร กระบวนการไปถึงไหนก็ยังไม่รู้ ตกลงจะเอาใครเข้ามาเป็นคณะกรรมการ (บอร์ด) หรือในคณะกรรมการฟื้นฟู เห็นมีบางสื่อนำเสนอแต่ก็ไม่ชัดเจน
หากจะแต่งตั้งคนมาทำแผนฟื้นฟูให้สำเร็จจริง ก็อยากให้เอาคนที่มีความรู้ เอาคนที่อยู่ในโครงสร้างจริงๆ มาดีกว่า เพราะการบินไทยซับซ้อนมาก ดังนั้น ต้องมีคนรู้จริงมาด้วย ส่วนจะเอาคนข้างนอกมาก็ได้ แต่ไม่ใช่เอามาทั้งหมด มาก็ไม่รู้อะไร พวกบริษัทลูกย่อยๆ จะเอาคนนั้นคนนี้เข้ามา ก็ไม่รู้เลยว่าจะเข้ามาแบมีนัยยะอะไรหรือไม่
“ตอนนี้เรายังไม่เห็นตัวละครเลย บางคนบอกว่าจะมา แต่ดูแล้วไม่รู้เรื่องธุรกิจเลยจะมาทำไม เลยตั้งข้อสังเกตว่าจะทำได้จริงหรือไม่”
สำหรับเรื่องอนาคตนั้น จริงๆ มองว่าตัวเองเป็นโปรเฟสชั่นแนลอยู่แล้ว คือ 1.เป็นพนักงานฟรอนต์ไลน์ งานบริการต่างๆ พร้อมบริการอยู่แล้ว โกอินเตอร์อยู่แล้ว ไม่กลัวตรงนี้ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงในองค์กร แต่ส่วนใหญ่ที่กลัวคือ มันเป็นสิ่งที่ตัวเองทำแล้วไปทำที่ไหนไม่ได้ คือ ออกแล้วจะไปทำที่ไหน เราอยู่กับงานส่วนงานฟรอนต์ไลน์ อยู่กับสิ่งที่อัพเดตตลอดเวลา ตั้งแต่เครื่องบินยังไม่ออกจนกระทั่งออกไป อยู่กับการแข่งขันตลอดเวลา
“จริงๆ แม้จะออกตอนนี้อายุมากแล้วก็ไม่กลัว เอาคนรุ่นใหม่มาก็ได้ ก็ไปในแนวแอร์เอเชียเลย แอร์รุ่นใหม่ อะไรใหม่หมด ก็เอาอย่างนั้นใช่เลย”
อย่างไรก็ตาม ก็อยากเสนอเรื่องงานบริการ โดยปัจจุบันมีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน 6,000 คน ตั้งแต่เปิดบริษัทก็เติบโตมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน ฝ่ายบริการต่างๆ แอร์ สจ๊วต ยังไม่มีตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่เป็นของตัวเองเลย เพราะถูกควบคุมโดยนักบิน แม้จะมีตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ตั้ง 6-7 คน และปัจจุบันก็ตั้งรักษาการด้วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บางคนนั่งควบ 2 ฝ่าย และยังนั่งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่อีก และฝ่ายนักบินที่คุมพนักงานต้อนรับบนเครื่อบิน ก็ยังไปคุมฝ่ายกลยุทธ์แบบนี้
แต่เวลามีเรื่องเซอร์วิส บริการอะไรแล้วมีคนด่า ก็ด่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ทั้งที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินขึ้นกับนักบิน ในขณะที่เวลามีเรื่องที่ต้องเข้าไปบริหารจัดการในบริษัทพวกเราไม่เคยออกไปพูดอะไรกับคนนอกบริษัทเลย มีแต่นักบินทั้งนั้น
“พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอยู่ภายใต้สายปฏิบัติการที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ซึ่งควรจะเปลี่ยนตั้งนานแล้ว นั่นอาจจะเป็นเพราะฝ่ายบริการบนเครื่องบินมีงบประมาณเยอะมาก ที่การบินไทยเวลาวัดความยิ่งใหญ่ จะวัดตรงที่ใครถืองบประมาณมากที่สุด นักบินคุมลูกเรือ ที่ได้คือ คุมค่าโรงแรม ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค ซื้อฮาร์ดแวร์ต่างๆ คุมหมดเลย”
ที่ผ่านมาการซื้อเครื่องบินก็ไม่เคยมาถามว่ามีบริการแบบไหนบ้าง อาหารแต่ละอย่างต้องมีไมโครเวฟนะ แกลลี่ซึ่งเปรียบเหมือนห้องครัวบนเครื่องบิน เคยมาถามไหมว่าการบริการจะออกแบบรูปแบบไหน คนที่ไปซื้อเครื่องบินก็ซื้อเลย ไม่เคยถามแอร์ สจ๊วตเลย ทางนักบินก็นั่งเทียนเอา เพราะเวลาไปเดินดูเครื่องบินก็จะมีส่วนประกอบเพิ่มเติมเหมือนขายเฟอร์นิเจอร์ จัดไว้ให้ดูด้วยว่าจะเลือกแบบไหน จิ้มเลือกเอง ในอนาคตก็อยากจะให้เปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ด้วย
“สิ่งที่จะเห็นหลังจากนี้ คือ นักบินตกงาน เพราะเครื่องโบอิ้ง 747 เขาจะไม่เอาไปบิน เครื่อง เอ 380 ก็จะไม่เอากลับมาบินเพราะมี 4 เครื่องยนต์ เนื่องจากต้องการเครื่องบินที่ประหยัดต้นทุน เช่น เอ 350 บินได้ไกลประหยัดน้ำมัน ไม่ต้องทำการขายมากมาย ในช่วงที่ผู้โดยสารน้อยก็เอาเครื่องบินเล็กไปบินแทน แต่ประสิทธิภาพดี”
ท้ายที่สุดจะมีทางออกให้ทุกฝ่ายพึงพอใจได้แค่ไหน ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด!!!

