นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เปิดเผยภายในงานประจำปี 2559 ของสศช. เรื่อง “ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564)” ว่า รัฐบาลเตรียมประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ระหว่างปี 2560 – 2564 ในเดือนตุลาคมนี้ โดยในแผนดังกล่าวจะยึดหลักและประยุกต์การใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม การพัฒนาที่ยึดหลักสมดุล ยั่งยืน การกระจายรายได้และการพัฒนาอย่างเท่าเทียม มีนิเวศน์ที่ดี สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งแผนฯ 12 จะเน้นเป็นแผนเชิงปฏิบัติและเป็นรูปธรรมมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับแผนฯอื่นที่จะเน้นภาพรวม เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนาประเทศตามแผนระยะยาว หรือ แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ระหว่างปี 2559 – 2579 ภายใต้หลังการ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ที่จะช่วยให้มียกระดับเศรษฐกิจของประเทศจากรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง หรือรายได้ต่อหัวของประชาชนทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 13,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ในปี 2579
นายปรเมธี กล่าวว่า สำหรับแผนฯ 12 มียุทธศาสตร์การพัฒนาที่สำคัญ 10 ด้าน ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ เพื่อเป้าหมายให้คดีอาญามีสัดส่วนลดลง เด็กมีพัฒนาการสมวัย เรียนในระบบทวิภาคี เพิ่มขึ้น ผู้สูงอายุมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อเป้าหมายเพิ่มรายได้ประชากรที่รายได้ยากจน ไม่ต่ำกว่าปีละ 15% เพิ่มอัตราการเข้าเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลดความแตกต่างของสัดส่วนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากรระหว่างพื้นที่ เพิ่มการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในกลุ่มประชากรที่มีฐานะยากจน เพิ่มสัดส่วนแรงงานนอกระบบให้อยู่ในระบบประกันสังคมมากขึ้น ลดสัดส่วนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนเหลือ 6.5% เมื่อสิ้นสุดแผน
นายปรเมธี กล่าวว่า 3.ยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพื่อเป้าหมายการขยายตัวเศรษฐกิจ รายได้ประชากรต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 8,200 เหรียญในปี 2564 การเพิ่มผลิตภาพของปัจจัยการผลิตโดยรวม 2.5% ต่อปี ภาคเกษตรขยายตัวไม่ต่ำกว่า 3% ภาคอุตสาหกรรม ขยายตัว 4.5% และภาคบริการ ขยายตัว 6% รวมทั้งเกษตรกรมีรายได้เงินสดสุทธิ 59,460 บาทต่อครัวเรือน และประเทศมีรายได้จากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาทต่อปี และอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว (ทีทีซีไอ) ไม่ต่ำกว่าอันดับ 30 4.ยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่ป่า 40% ของพื้นที่ประเทศ 5.ยุทธศาสตร์ความมั่นคง เพื่อเป้าหมายอันดับความเสี่ยงจากการก่อการร้ายต่ำกว่า 20 ของโลก และอันดับความเสี่ยงจากการโจมตีด้านไซเบอร์ต่ำกว่า 10 ของโลก 6.ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบและธรรมาภิบาลในสังคมไทย เพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยขึ้นเป็นอันดับ 2 ด้านดัชนีความโปร่งใสของอาเซียน
นายปรเมธี กล่าวว่า 7.ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เพื่อเป้าหมายในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงเหลือ 12% ของจีดีพี 8.ยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม เพื่อเป้าหมายสัดส่วนการลงทุนวิจัยเอกชนต่อรัฐเป็น 70:30 9.ยุทธศาสตร์การพัฒนาภาค เมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อเป้าหมายในการลดช่องว่างรายได้และมีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม เพิ่มจำนวนเมือง ศูนย์กลางของจังหวัดเป็นเมืองน่าอยู่ ทำให้พื้นที่ฐานเศรษฐกิจหลักมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และ 10.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค เพื่อเป้าหมายในการเชื่อมโยงตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ เกิดระบบห่วงโซ่คุณค่าในอนุภูมิภาค และภูมิภาคอาเซียน

