‘ณรงค์ชัย’แนะสศช.เพิ่มความเสี่ยงจากนอกประเทศใส่ในแผนฯ12ด้วย

22.07.16 | 17:10 น.

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานการประชุมกลุ่มย่อย ยุทธศาสตร์ที่ 9 การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ (สศช.) เปิดเผยว่า ลักษณะพิเศษของเศรษฐกิจไทยในอีก 5 ปีข้างหน้าที่เลขาธิการ สศช. ยังไม่ได้กล่าวถึง มีอยู่ 2 ประการคือ 1.วงจรการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวต่ำ อย่างน้อยๆ ประมาณ 3 ปี ซึ่งคาดว่าจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะโตได้ไม่ถึง 5-6% ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ และ 2.ดอกเบี้ยจะมีอัตราต่ำต่อเนื่อง อย่างน้อยอีก 3 ปีเช่นกัน อาจจะเป็นผลดีต่อการทำธุรกิจบางประเภทและเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการลงทุน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรพัฒนาควบคู่กับการปรับปรุงแก้ไขร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 คือ ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกประเทศ อาทิ วิกฤตการคลัง ความขัดแย้งระหว่างรัฐ และความเสี่ยงภายในประเทศ ทั้งเรื่องโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ วัยเด็กและวัยทำงานลดลง ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ กลไกการบริหารท้องถิ่นไม่มีประสิทธิภาพ ฯลฯ

นางสาวพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการ สศช. เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์ของการพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจคือ การกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคอย่างสมดุล โดยมีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างรายได้ระหว่างภาค การเพิ่มจำนวนเมืองศูนย์กลางของจังหวัดให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม พัฒนาพื้นที่ฐานเศรษฐกิจหลักให้มีระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มมูลค่าการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่บริเวณชายแเดน ร้อยละ20

นางสาวพจณีกล่าวว่า สำหรับแนวทางการพัฒนาภาคคือ 1.ภาคเหนือ จะตั้งให้เป็นฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย เชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพื่อสร้างเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง 2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เป็นฐานการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง มีมาตรฐานปลอดภัย ศูนย์กลางอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเอทานอลของประเทศ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงกีฬาระดับนานาชาติ 3.ภาคกลางเป็นศูนย์อุตสาหกรรมสีเขียวชั้นนำ ศูนย์กลางการผลิตอาหารและสินค้าเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐานโลก และศูนย์รวมการท่องเที่ยวของเอเชีย 4.ภาคใต้ เป็นศูนย์กลางผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันของภูมิภาค แหล่งผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเป็นที่ยอมรับระดับสากล

“นอกจากนี้ก็มีแนวทางที่จะพัฒนาสภาพแวดล้อมเมืองศูนย์กลางของจังหวัด ให้เป็นเมืองน่าอยู่ เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม และพัฒนาเมืองสำคัญ ซึ่งหมายถึงเมืองสำคัญและเมืองรอบสถานีขนส่งระบบรางที่มีศักยภาพ 22 เมืองที่รัฐบาลต้องห้ามพลาดในการพัฒนา การพัฒนาฟื้นฟูพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ให้เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่ขยายตัวอย่างมีสมดุล โดยการเร่งรัดแก้ปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวทางทะเลเพื่อเชื่อมโยงฝั่งอ่าวไทย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกระจายผลประโยชน์เพื่อเชื่อมโยงภาคเศรษฐกิจหลักกับเศรษฐกิจชุมชน และพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่บริเวณชายแดน เพื่อเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน” นางสาวพจณีกล่าว