‘บีโอไอ’กระตุ้นเอสเอ็มอีปรับปรุงผลิต ‘เอ็กซิม แบงก์’ชี้สินค้าไทยมากขึ้นขายดี

30.05.20 | 02:27 น.

‘บีโอไอ’กระตุ้นเอสเอ็มอีปรับปรุงการผลิต เปิดแพคเกจหนุนเต็มที่ ‘เอ็กซิม แบงก์’ชี้ตลาดโลกอยากซื้อสินค้าไทยมากขึ้น แนะบุกซีแอลเอ็มวี ด้านสสว.เผยโควิดคลาย-รัฐผ่อนปรนกิจการ ดันความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีดีขึ้นรอบ 5 เดือน

น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวในการเสวนาออนไลน์เรื่อง “ทางออก SMEs ไทย ภายใต้วิกฤตโควิด-19”ร่วมกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี ดี แบงก์) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิม แบงก์) ว่า ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ความต้องการสินค้าและบริการเกิดการะชะลอตัว การเพิ่มกำลังการผลิตเป็นไปได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรหันมาให้ความสำคัญ คือการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อทำให้กระบวนการผลิตสินค้ามีคุณภาพดีขึ้น ต้นทุนที่ต่ำลง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการหลังจบวิกฤต ล่าสุดมีกิจการหลายแห่งได้นำดิจิทัล ระบบไอทีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ถือว่าเข้าข่ายมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ที่สามารถมาขอสิทธิประโยชน์จากบีโอไอได้ หรือบางบริษัทติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งบีโอไอให้การส่งเสริมเช่นเดียวกัน

น.ส.ดวงใจ กล่าวว่า ปัจจุบันบีโอไอให้สิทธิประโยชน์หลายด้านแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี คิดเป็นสัดส่วน 70% ของจำนวนโครงการที่บีโอไอให้การสนับสนุนแต่ละปี ซึ่งบีโอไอมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับเอสเอ็มอี ต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 51% มีรายได้รวมไม่เกิน500 ล้านบาทต่อปี และใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 5 แสนบาท จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 8 ปี วงเงินยกเว้นภาษี 2 เท่าของเงินลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและเงินทุนหมุนเวียน

น.ส.ดวงใจ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ ได้วงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 300%สำหรับเงินลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา ได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเพิ่มเติมอีก 3 ปี หากตั้งกิจการใน 20 จังหวัดยากจน หรือได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเพิ่มเติมอีก 1 ปี หากตั้งกิจการในนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม เรวมทั้งมีมาตรการลดผลกระทบจากโควิด โดยขยายเวลาการดำเนินการด้านต่างๆ อาทิการนำเข้าเครื่องจักร การดำเนินการตามมาตรฐานสากล เปิดให้มีการปรับปรุงสายการผลิต

นายอนุชิต วิทยบูรณานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายพันธมิตรและสำนักงานผู้แทน เอ็กซิม แบงก์ กล่าวว่า จากวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้น เศรษฐกิจและการค้าโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ปีนี้คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ของโลกจะหดตัว 3% การค้าโลกหดตัว 11% สำหรับไทยคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะติดลบ5.3% ส่งออกติดลบ 8% อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับต่ำอีกนาน เช่นเดียวกับราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม มีข้อดี คือสินค้าของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนตัวลง ส่งผลดีต่อการส่งออก อาจทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด

“โควิดได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค อาทิ การทำงานที่บ้าน การเข้าสู่ธุรกิจออนไลน์ รวมถึงซัพพลายเชนของโลก ถูกแทนที่ด้วยซัพพลายเชนในระดับภูมิภาค เนื่องจากจีนได้รับผลกระทบ ระบบขนส่ง โลจิสติกส์ ที่มีขนาดการบรรจุน้อยลง รวมถึงระบบการค้าที่เป็นออนไลน์ แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น”นายอนุชิตกล่าว

Advertisement

นายอนุชิต กล่าวว่า ตลาดส่งออกที่มีศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ยังเป็นกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี(กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) โดยเฉพาะสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มในรูปแบบแฟรนไชส์เป็นที่ต้องการในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี รวมถึงอินเดียและแอฟริกา ข้าวหอมมะลิ รวมถึงสินค้าเกษตรต่างๆ

นายกันตพนธ์ แก้วมณี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอี ดี แบงก์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด ธนาคารมี 5 แนวทางในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ คือ ลดพัก ขยาย ผ่อน และเพิ่ม โดย ลด คือการลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 1% ต่อปี ให้กับผู้ประกอบการใน 22 จังหวัดท่องเที่ยว พัก คือการพักชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย นานสูงสุด 2 ปี ขยาย คือการขยายเงื่อนไขการชำระหนี้ สูงสุด 5 ปี ผ่อน คือการพิจารณาผ่อนผันอัตราการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย และ เพิ่ม คือเพิ่มวงเงินสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ โดยให้วงเงินสินเชื่อซอฟท์โลนแก่ผู้ประกอบการ รวมวงเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาท และพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการกว่า 4 หมื่นราย นอกจากนี้ ยังดำเนินการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เพิ่มช่องทางการขายและการตลาด ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด