พลันที่ 18 กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยื่นใบลาออกจากพรรคเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา คิดเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคทั้งสิ้น 34 คน มีผลให้กรรมการบริหารทั้งชุดหลุดจากตำแหน่ง ปัจจุบันเป็นแค่รักษาการ และมีเวลา 45 วันในการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่
ถนนทุกสายจึงมุ่งไปที่ตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ว่าใครจะมาแทน อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค เพราะตำแหน่งในพรรค ย่อมส่งผลต่อตำแหน่งในรัฐบาล!!
พปชร.แตกกดดัน4กุมาร
แรงกระเพื่อมทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้ เกิดแรงเสียดทาน ไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะแรงกดดันที่พุ่งเป้าไปที่ทีมเศรษฐกิจ หรือแก๊ง 4 กุมาร ของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ให้หลุดจากตำแหน่ง
ส่วนจะหลุดยกแก๊ง หรือหลุดบางตำแหน่ง…ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ศก.ทรุดเสี่ยงติดลบ6%
จังหวะในการปรับ ครม.ครั้งนี้ เดิมมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าจะเกิดขึ้นภายในไตรมาส 1 ของปีนี้ (มกราคม-มีนาคม) แต่ต้องเจอกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ที่รุนแรง จนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องหยุดไว้ก่อน ทุกสรรพกำลังพุ่งเป้าไปที่โควิด-19 ระดมการป้องกัน การแก้ปัญหา
ความรุนแรงของโควิด-19 ส่งผลสะเทือนทั่วทั้งโลก เครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยดับสนิท ทั้งภาคการท่องเที่ยว บริการ และการส่งออก ทุกกิจกรรมในประเทศชะงักงัน กระทบแรงงานทั้งประเทศกว่า 37 ล้านคน จำนวนนี้เสี่ยงตกงานกว่า 9 ล้านคน และในจำนวนนี้มีแรงงานที่ตกงานแล้วจำนวนมากเช่นกัน
ชัดเจนยิ่งขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจที่รายงานโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 1/2563 ลดลง 1.8% และคาดว่าตลอดปีนี้จะปรับตัวลดลง -6.0 ถึง -5.0% หรือเฉลี่ยที่ 5.5% รวมทั้งคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะปรับตัวลดลง -8.0%
จากตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจข้างต้น มีคำแนะนำจากสภาพัฒน์ ถึงการบริหารนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ คือ ต้องให้ความสำคัญกับการประสานนโยบายการเงินการคลังเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงการลดลงอย่างรุนแรงของรายได้จากการท่องเที่ยว และปริมาณการค้าโลก
รวมทั้งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการลดลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคธุรกิจมีความพร้อมในการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังการระบาดของโรคโควิด-19 และเงื่อนไขข้อจำกัดต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจผ่อนคลายลง
และให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนภาคการส่งออกสินค้าเพื่อไม่ให้การส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงรุนแรงมากเกินไป
ด้านการเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้กรอบต่างๆ ของภาครัฐ ต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้กรอบพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนการสร้างศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาวภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีและกรอบงบลงทุนรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ต้องเตรียมการรองรับความเสี่ยงสำคัญๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีและในระยะปานกลาง
ลุ้นพ.ร.ก.เงินกู้ช่วย
ตัวเลขที่ง่อนแง่นดังกล่าว ทำให้รัฐบาลตัดสินใจออก พ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับคิดเป็นวงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อประคองเศรษฐกิจ และฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้รอดชีวิต และเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งสถานการณ์ ณ ปัจจุบันก็ยังลูกผีลูกคน เพราะแม้โควิด-19 จะเบาลง แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังรุนแรงต่อเนื่อง
เกิดภาพโรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญประกาศขายหลักร้อยแห่ง เกิดภาพโรงงานอุตสาหกรรมปิดตัว ประกาศเลิกจ้าง หลายฝ่ายประเมินว่าผลกระทบจะยาวนานไปตลอดปีนี้ ถึงต้นปีหน้า เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยรายได้หลักมาจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว
วิธีเดียวที่ทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้ คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในที่ต้องใช้ฝีมือของรัฐบาลเป็นหลัก
หลายฝ่ายต่างคาดหวังความสำเร็จของวงเงินเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 4 แสนล้านบาท ที่กันมาจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท โดยกรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท จะใช้ได้ถึงเดือนกันยายน 2564
ปัจจุบันสภาพัฒน์อยู่ระหว่างพิจารณากลั่นกรอง หลังเปิดให้ยื่นโครงการเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน และวันที่ 15 มิถุนายนนี้ จะทราบว่าโครงการใดมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับงบประมาณ โดยสภาพัฒน์จะส่งโครงการกลับมาที่หน่วยงานต้นทาง เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการทำเสนอ ครม.ในเดือนกรกฎาคม และดำเนินโครงการให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว
ดังนั้น ภาพการเปลี่ยนม้ากลางศึกของรัฐบาล ท่ามกลางสถานการณ์ประเทศในปัจจุบัน ความเห็นจากตัวแทนภาคเอกชนของประเทศ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ!!
ส.อ.ท.วอนแก้ปมศก.ก่อน
โดย สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรียกร้องว่า แทนที่รัฐบาลจะมุ่งการเมืองในตอนนี้ ในมุมของเอกชนอยากให้มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า เพราะเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด แม้โควิด-19 จะเบาบางแต่ก็ยังไม่จบ 100% ดังนั้น รัฐบาลควรใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการจัดระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เรียบร้อย รับฟังข้อมูล ข้อเสนอแนะจากเอกชนในการแก้ปัญหา อยากให้มีการหารือร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนด้านต่างๆ ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่กำลังชะลอตัว รวมทั้งควรเร่งเดินหน้าแผนฟื้นฟูวงเงิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ให้เกิดการลงทุน จ้างงานตามมา
เช่นเดียวกับ เกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า ประเทศไทยทำได้ดีกับการควบคุมโควิด-19 แต่หลังจากนี้โจทย์สำคัญคือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มฐานราก โดยที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ผลักดัน พ.ร.ก.เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อดำเนินงานในหลายมาตรการในการดูแลเศรษฐกิจถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องผลักดันให้เห็นผล เพราะตอนนี้ภาคธุรกิจแทบทุกกลุ่มกำลังมีอาการร่อแร่
รองประธาน ส.อ.ท.ย้ำว่า อยากให้รัฐบาลมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เร่งดำเนินงานมาตการต่างๆ ที่วางแผนไว้ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปลี่ยนม้ากลางทาง เพื่อความเชื่อมั่นของรัฐบาลเอง อยากให้รัฐบาลมีสมาธิในการทำงาน เร่งแก้ปัญหาที่อยู่ตรงนี้ ไม่เช่นนั้นเวลามีกระแสข่าวปรับ ครม.ออกมาทีก็จะมีอาการวอกแวก ส่งผลเสียต่อการทำงาน เสียเวลา เพราะทุกฝ่ายรอให้รัฐบาลช่วยเหลืออยู่ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงเวลาปกติไม่เป็นไร เกิดขึ้นได้ แต่เวลานี้ไม่ใช่ช่วงปกติ เป็นช่วงที่เกิดปัญหาสะสมหลายด้าน จึงอาจไม่เหมาะที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในตอนนี้
รองประธาน ส.อ.ท.ยังระบุว่า ขณะนี้อยากให้รัฐบาลฟังเสียงของเอกชนที่สะท้อน โดยเฉพาะประเด็นการปล่อยกู้ผ่านซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท ผู้ประกอบการที่ต้องการเงินกู้กำลังเจอปัญหา คือ ขั้นตอนปฏิบัติ หลักเกณฑ์ที่ทำให้เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ติดปัญหาเครดิตบูโร เพราะสถาบันการเงินเองก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ต้องดูแลผู้ถือหุ้น อยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ การจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีโดยตรง วงเงินควรอยู่ที่ประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท เงินกองทุนนี้จะมีไว้สำหรับช่วยเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาจริงๆ แต่ไม่สามารถกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์ได้ รูปแบบคล้ายกับกองทุนพลิกฟื้นเอสเอ็มอี ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่ง สสว.มีวงเงินช่วยเหลือหลักพันล้านบาท จึงไม่เพียงพอ
สภาหอฯห่วงเรียลเซ็กเตอร์ปลดคนงาน
ขณะที่มุมมองจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สนั่น อังอุบลกุล รองประธาน ระบุว่า แม้จะมีการปรับ ครม. เปลี่ยนรัฐมนตรี แต่สถานการณ์เวลานี้ใครเข้ามาก็คงทำอะไรมากไม่ได้ เพราะทางเลือกมีน้อย เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบจากโควิด-19 รัฐบาลต้องมีบทบาทมากที่สุดในการฟื้นฟู ป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดรอบ 2 หากกลับมาระบาดและมีผู้ติดเชื้อเกิน 100 คนต่อวันน่าห่วง
ปัจจุบันแม้สถานการณ์จะเบาลงแต่กลุ่มภาคการผลิต หรือเรียลเซ็กเตอร์ กำลังมีปัญหา มีการปลดคนงาน ต่อจากภาคท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบรุนแรงไปก่อนหน้า โดยภาคผลิตไม่มีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากต่างประเทศ บริหารสต๊อกไม่ได้ มีความเสี่ยง และช่วงปลายปียิ่งน่าห่วง เพราะจะครบกำหนดการยืดหนี้ เว้นดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน ขณะที่สถานการณ์คงยังไม่ปกติ ยอดขายคงยังไม่ดีขึ้นนัก เวลานั้นเรียลเซ็กเตอร์น่าจะเกิดปัญหาอีกจำนวนมากทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีแรงงานกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ที่จะเข้าระบบอีกประมาณ 3 แสนคนในปีนี้
รองประธานหอการค้าแห่งประเทศไทยยังแนะนำว่า แนวทางที่จำเป็นต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเวลานี้ คือ การบริโภคในประเทศ ต้องไทยช่วยไทย ขณะที่ภาครัฐต้องสนับสนุนสินค้าไทยผ่านงานประมูลต่างๆ สินค้าไทยต้องมาก่อน
เอสเอ็มอีขอรัฐตั้งกองทุนช่วย
ด้านตัวแทนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กลุ่มธุรกิจหลักคิดเป็น 90% ของประเทศ โชนรังสี เฉลิมชัยกิจ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย แสดงความเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้รับฟังปัญหา ช่วยเหลือ ฟังความเห็นเอสเอ็มอีมากขึ้น แต่เนื่องจากมีปัจจัยโควิด-19 เข้ามาทำให้สถานการณ์เอสเอ็มอียังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะที่เสี่ยงปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) กลุ่มนี้อยากให้รัฐบาลดูแล โดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อ อาจติดกฎระเบียบต่างๆ อยากให้ผ่อนปรน จากเกณฑ์ปกติ 10 ข้อ เหลือ 5 ข้อได้หรือไม่ กลุ่มนี้เป็นนักรบเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่กำลังจะใกล้จะหมดลม การต่อลมหายใจเป็นเรื่องสำคัญ
ทั้งนี้ อยากให้ใช้กลไกกองทุนเข้ามาบริหารจัดการ มีการปล่อยสินเชื่อที่ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งรูปแบบการช่วยเหลือไม่ใช่ตัวเงินอย่างเดียว แต่อยากให้เพิ่มด้านองค์ความรู้ การจัดการ เครื่องมือต่างๆ ไม่ใช่นั้นก็ถูกโจมตีว่าช่วยด้านเงินเพียงอย่างเดียว
“โชนรังสี” ยังกล่าวถึงกระแสปรับ ครม.ว่า ไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงตอนนี้ เพราะมีสถานการณ์ในปัจจุบันมีโจทย์หลายข้อที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหา โดยเฉพาะผลกระทบจากโควิด-19 ที่เกิดกับเอสเอ็มอี หรือหากต้องปรับจริงๆ ก็อยากให้ใช้คนให้ถูกกับงาน หรือ Put the right man on the right job ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะปัจจัยด้านโควต้า ส.ส.
สภานายจ้างแนะอัดฉีดก๊อก2
อีกหนึ่งความเห็นจาก ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ระบุว่า ไม่ว่าใครจะเข้ามาทำงาน ส่วนตัวเชื่อว่าตัวนโยบายที่รัฐบาลกำลังทำจะเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งมาตรการทุกมาตรการดีหมด แต่ทางปฏิบัติขอให้เข้าถึงได้จริง อย่างมาตรการเสริมสภาพคล่องยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่มีปัญหา ต้องแก้ไขเพราะมีเงินกู้ซอฟต์โลนมากถึง 5 แสนล้านบาท ปล่อยไปได้แค่ 10% เอง เพราะใช้เงื่อนไขปล่อยเงินกู้เหมือนเวลาปกติ แต่ขณะนี้สถานการณ์ต่างๆ ย้ำแย่ไม่รู้จะเอารายได้มาจากไหน จึงจะปล่อยกู้ด้วยวิธีแบบนี้ไม่ได้
อีกมาตรการสำคัญ คือ มาตรการเยียวยา 5,000 จะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนนี้ รัฐบาลต้องเข้าไปดู อาจทบทวนและอัดเงินเข้าระบบอีกเป็นก๊อก 2 ไม่เช่นนั้นเงินก้อนแรกที่เข้าไปจะเสียของ สูญเปล่า จึงต้องทบทวนว่าอาจจะต้องมีก๊อก 2 เพราะมาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ส่วนด้านท่องเที่ยวหากจะกระตุ้นขอให้ทำจริง เห็นด้วย พึ่งต่างชาติไม่ได้เลย คาดว่าจนถึงสิ้นปี ดังนั้น ในประเทศที่ระบุว่า ไทยเที่ยวไทย จะทำอย่างไร เพราะคนไทยพร้อมเที่ยว ไม่กังวลโควิด-19 มากนัก แต่ต้องทำคู่ขนาดกับด้านสาธารณสุข
เฟทโก้ชี้นักลงทุนไม่สนปรับครม.
ด้านมุมมองจากสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ เชื่อว่าบรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้ ไม่ได้มีน้ำหนักที่จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุนมากนัก โดยประเมินเสถียรภาพทางการเมือง หรือแง่ของจำนวนเสียงของรัฐบาล เบื้องต้นคงไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ส่วนการเปลี่ยนตัวคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือการโยกย้ายในฝ่ายการเมือง มองว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว จึงเชื่อว่านักลงทุนคงไม่ได้ให้น้ำหนักในปัจจัยนี้มากนัก
อย่างไรก็ตาม หากจะเปลี่ยนใครเข้ามาก็อยากจะให้เลือกคนที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ และความสามารถอย่างแท้จริง เพราะการปรับเปลี่ยนบุคคลไม่ได้มองว่ามีผลมากนัก ขณะนี้มองว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพมากกว่าการช่วงที่เริ่มต้นจัดตั้งรัฐบาลแรกๆ ด้วยซ้ำ ในแง่ของเสียงที่มีมากขึ้น เพียงแต่ในช่วงนี้เป็นช่วงที่มีวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้น ก็อยากให้การปรับเปลี่ยนบุคคลเข้ามาทำงานด้านการเมือง ขอเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ และเข้าใจระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจประสบปัญหาค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องมีคนที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจจริงๆ เข้ามาหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
“ไพบูลย์” ระบุถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อจากนี้ว่า ภาครัฐยังจำเป็นต้องฟื้นมาตรการช้อปช่วยชาติมาใช้อีกครั้ง เนื่องจากขณะนี้เข้าสู่ช่วงฟื้นฟูเศรษฐกิจแล้ว หลังจากรัฐจะเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่การจ่ายเงินเยียวยาบุคคลทั่วไป 5,000 บาท และการเยียวยาเกษตรกร โดยในตอนนี้จะต้องหาวิธีทำอย่างให้ก็ได้ ให้กลุ่มคนที่ยังมีศักยภาพในการใช้จ่าย หรือยังมีงานทำอยู่ ต้องออกมาช่วยใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
อีไอซีมองปรับ ครม.ไม่กระทบหน่วยงาน ศก.
อีกความเห็นจาก ยรรยง ไทยเจริญ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ชี้ว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อาทิ การปรับ ครม. การปรับทีมทำงานด้านเศรษฐกิจ ประเมินว่า 2 ระดับ คือ 1.แง่ความเชื่อมั่นนักลงทุน อาจมีผลกระทบบ้าง แต่เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะรับรู้อยู่แล้วว่ารูปแบบการเมืองไทยหลังจากการเมืองตั้งแล้วเสร็จ รัฐบาลเป็นรัฐบาลผสม มีความท้าทายในเรื่องของการบริหารงานและประสานงานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล แต่ยังไม่ได้มองว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภาพรวม หรือเกิดความเสี่ยงทางการเมืองขึ้น
2.มีความเชื่อมั่นว่าองค์กรหลักมีหน้าที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงการคลัง ธปท. ยังทำหน้าที่ได้ดี มีความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความอุ่นใจในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญในเวลานี้ คือ มาตรการของภาครัฐควรออกมากระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด หลังมาตรการแจกเงิน ตอนนี้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู มีกลุ่มคนพร้อมใช้เงิน อาทิ กลุ่มชนชั้นกลาง มีงานทำ มีรายได้ และกลุ่มรายได้สูง รัฐบาลควรหามาตรการออกมากระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้น นอกจากนี้ระยะถัดไป ต้องเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ คือ การลงทุน ต้องมุ่งลงทุนโครงการขนาดเล็กระดับชุมชน ตามแผนการฟื้นฟูของภาครัฐที่เตรียมการไว
ข้อเสนอเหล่านี้คือเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนส่งตรงถึง “บิ๊กตู่”

