หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘กกร.’ ย้ำไทย...

‘กกร.’ ย้ำไทยต้องเข้าร่วมเจรจา ‘ซีพีทีพีพี’ หวั่นตกขบวนการค้า ชี้แค่ร่วมเจรจา ยังไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงทันที

10.06.20 | 14:50 น.

กกร.’ ย้ำไทยต้องเข้าร่วมเจรจาซีพีทีพีพีหวั่นตกขบวนการค้า ชี้แค่ร่วมเจรจา ยังไม่ได้เข้าร่วมข้อตกลงทันที

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า กกร.มีข้อสรุปในเรื่องข้อตกลง การเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี) โดยเห็นควรสนับสนุนให้ประเทศไทย เข้าร่วมเจรจากับกลุ่มประเทศภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวภายในเดือนสิงหาคม 2563 เนื่องจากการเข้าร่วมเจรจาทำให้เห็นถึงผลดีหรือผลเสียต่อการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคี ซึ่งกระบวนการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีนั้น มีขั้นตอนเป็นลำดับขั้น ซึ่งประกอบด้วย การขอเข้าร่วมเจรจา การเข้าร่วมเจรจากับประเทศภาคี หลังจากเจรจาแล้วเสร็จ จะต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการพิจารณาเงื่อนไขและข้อตกลงต่างๆ รวมถึงต้องมีการรับฟังประชาพิจารณ์ผลการเจรจา เพื่อฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนด้วย หลังจากนั้นต้องเสนอให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ ซึ่งอย่างน้อยต้องใช้เวลา

4 ปี ในการดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยสามารถยุติการเจรจาในทุกขั้นตอนได้ หากเห็นว่าการเข้าร่วมเสียประโยชน์มากกว่าได้ โดยประเมินว่า การเข้าร่วมเจรจาจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะสามารถทราบถึงข้อตกลง และเป็นประโยชน์สำหรับการปรับตัวของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ในเวทีโลกโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ทำให้ในขณะนี้จึงยังไม่สามารถสรุปผลดีหรือผลเสียในการเข้าร่วมซีพีทีพีพีได้

จุดเริ่มต้นในการเข้าร่วมการเจรจาควรเกิดขึ้น เพราะหากไม่เข้าร่วมในครั้งนี้ จะต้องรออีก 1 ปี ในการเข้าร่วมเจรจาอีกครั้ง ขณะที่มีบางประเทศเข้าร่วมแล้ว และตกลงทำการค้าที่มีสิทธิพิเศษเพิ่มเติมระหว่างกัน ไทยจะเสียโอกาสในการค้าขายกับประเทศกลุ่มนั้นได้อย่างสะดวกสบายแบบที่ควรจะเป็น โดยขณะนี้มุมมองของเงื่อนไขในการเข้าร่วมซีพีทีพีพี ยังไม่สามารถพิจารณาความเหมาะสม หรือผลได้ผลเสียในการเข้าร่วมได้ เพราะข้อมูลที่มีอยู่ล่าสุดยังไม่ชัดเจนรวมถึงเป็นข้อมูลที่เก่าแล้ว การคาดการณ์และมองไปข้างหน้า อาจไม่ได้เป็นตามที่ประเมินไว้แล้วนายปรีดีกล่าว

นายปรีดีกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2563 ล้วนหดตัวในทุกเครื่องชี้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การผลิต การบริโภคและการลงทุน มีเพียงการใช้จ่ายภาครัฐที่ขยายตัวเท่านั้น โดยเหตุผลหลักมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักในช่วงของการล็อกดาวน์ทั้งในประเทศและหลายประเทศของโลกซึ่งเผชิญการระบาดที่รุนแรงของไวรัสโควิด-19 ซึ่งแม้สถานการณ์โควิด-19 ในไทยจะดีขึ้นจนภาครัฐคลายล็อกให้กิจการต่างๆ กลับมาเปิดดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม (เฟส 1-3) รวมทั้งมีมาตรการเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบหลายด้าน ทำให้คาดว่าเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่จากกำลังซื้อครัวเรือนที่อ่อนแอ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะถดถอย และความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่อาจปะทุขึ้นอีกรอบ ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจไทย น่าจะยังไม่กลับสู่ภาวะปกติหรือในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ได้ในเร็วๆ นี้ ทั้งคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร สถานการณ์การว่างงานในประเทศจึงยังอยู่ในภาวะที่น่ากังวล กกร. จึงมองว่าภาครัฐควรเร่งขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมให้เร็วที่สุด เน้นโครงการเพิ่มเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานราก และฟื้นฟูธุรกิจท้องถิ่นเพื่อสร้างงานอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ

นายปรีดีกล่าวว่า สำหรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2563 นั้น กกร. ยังคงประมาณการต่างๆ ไว้ตามเดิม โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยอาจหดตัวในกรอบ ลบ -3.% ถึง -5% และการส่งออกอาจติดลบ -5% ถึง ลบ -10.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป คาดว่าอยู่ในกรอบ 0% ถึงลบ -1.5% โดยกกร. มองว่า รัฐควรเร่งผลักดันการใช้วงเงินในสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) ภายใต้พ... วงเงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) ให้สามารถประคองกิจการต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันหารือและบริหารจัดการให้เงื่อนไขต่างๆ ของการปล่อยสินเชื่อในทางปฏิบัติมีความคล่องตัวมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ อาทิ อาจให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มเติม หลังสิ้นสุดโครงการ 2 ปี ตาม ... รวมถึงมีข้อเสนอให้มีการประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มีเวทีสำหรับการหารือนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างจริงจังร่วมกัน อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

Advertisement

กระแสข่าวการปรับครม. ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ มองว่าเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ขณะนี้ทำได้แค่เตรียมความพร้อมในการส่วนของภาคเอกชน พร้อมยืนยันว่า ตนเองไม่ได้รับการทาบทามใดๆ ให้เข้าไปดำรงตำแหน่งในรัฐบาลตามที่เป็นข่าว ส่วนการหารือกับนายกรัฐนตรีที่ผ่านๆ มา ก็เป็นเพียงการพูดคุยถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเท่านั้นนายปรีดีกล่าว

ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุทธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า การปรับครม. ไม่ได้เป็นประเด็นที่สำคัญในขณะนี้ เพราะสิ่งสำคัญคือ ภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ที่ต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้สามารถเดินต่อได้ เพราะเงินงบประมาณ และมาตรการของรัฐก็เริ่มหมดลง การให้เงินไปก็เป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น จึงควรเร่งจัดเวทีร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อนำความคิดเห็นหรือมาตรการต่างๆ มาหารือร่วมกันกัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นฟูกลับมาได้เร็วที่สุด สำหรับประเด็นค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น ขณะนี้มองว่ายังไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องกังวลมากนักเพราะค่าเงินบาทเคลื่อนไหวไม่แตกต่างจากสกุลเงินอื่น ที่ต่างแข็งค่ามากขึ้น หลังโควิด-19 ดูคลายตัวลง โดยค่าเงินบาทจะกลับมาสร้างความกังวลอีกครั้ง หากเป็นสกุลเงินเดียวที่แข็งค่าโดดเด่นมากกว่าสกุลเงินอื่น โดยเฉพาะในประเทศอาเซียนมากกว่า เนื่องจากมีการส่งออกสินค้าไม่แตกต่างกันมากนัก

กรณีการทำลองเลิกใช้มาตรการเคอร์ฟิว 15 วันนั้น เบื้องต้นประเมินว่าส่งผลดีอยู่แล้ว เพราะจะทำให่ธุรกิจบางประเภทที่ต้องทำงานในช่วงเวลากลางคืน ดำเนินธุรกิจได้สะดวกและมีเวลามากขึ้น อาทิ ตลาดสด หรือการค้าขายของสดต่างๆ รวมถึงการขนส่งสินค้าประเภทของสดต่างๆ ทั้งอาหารทะเล ผักสด ผลไม้ ที่ใช้เวลาในการเดินทางส่งถึงมือพ่อค้าและแม่ค้าในแต่ละพื้นที่ โดยสิ่งสำคัญตอนนี้คือ ต้องหาวิธีทำให้ทุกคนได้ประโยชน์มากขึ้น และลดต้นทุนต่างๆ ให้มากที่สุดนายสุพันธุ์กล่าว