การบินไทย: เหตุผล 3 ข้อที่เจ้าหนี้จะคัดค้านผู้ทำแผน โดย วิโรจน์ พูนสุวรรณ คอลัมน์ กฎหมายธุรกิจ

การบินไทย: เหตุผล 3 ข้อที่เจ้าหนี้จะคัดค้านผู้ทำแผน โดย วิโรจน์ พูนสุวรรณ คอลัมน์ กฎหมายธุรกิจ

ดูชื่อชั้นของคณะผู้ทำแผนทั้งเจ็ดรายที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เสนอเข้ามาเพื่อร่างแผนฟื้นฟูกิจการและบริหารธุรกิจตลอดจนทรัพย์สินของลูกหนี้แล้ว ยากที่เจ้าหนี้จะคัดค้านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสรรหาผู้ทำแผนรายใหม่มาเป็นข้อเลือก จะทำได้ไม่ง่ายนัก

โดยเฉพาะผู้ทำแผนที่มาจากกรรมการใหม่สี่ท่านของบริษัท ดูเหมือนจะเป็นจุดแข็งที่เจ้าหนี้ในเมืองไทยส่วนใหญ่น่าจะเห็นด้วย

และกฎหมายเองก็เอื้อประโยชน์ให้ลูกหนี้เสนอผู้ทำแผนเองอยู่แล้ว โดยกำหนดว่า ถ้าที่ประชุมเจ้าหนี้ต้องการที่จะตั้งผู้ทำแผนอื่น จะต้องอาศัยมติคะแนนเสียงส่วนใหญ่มากเป็นพิเศษ ถึงสองในสามของยอดหนี้ทั้งหมด หรือ 66.67% ซึ่งเป็นเรื่องยาก มิฉะนั้นให้ตั้งผู้ทำแผนที่ลูกหนี้เสนอ

สามเหตุผลหลัก ที่เจ้าหนี้อาจไม่ยอมรับผู้ทำแผนของลูกหนี้

แต่ก็ใช่ว่า เจ้าหนี้จะหมดโอกาส ตั้งผู้ทำแผนที่ตนเสนอเสียทีเดียว เริ่มต้นด้วยการหาเหตุผลมาคัดค้านผู้ทำแผนที่การบินไทยเสนอชื่อ

มีเหตุผลอย่างน้อยสามประการ ที่เจ้าหนี้ไม่ว่ารายใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่ หรือรายย่อย อาจคัดค้านคณะผู้ทำแผนชุดนี้ได้ เจ้าหนี้ผู้คัดค้าน ถ้าหากมี ก็น่าจะเป็นเจ้าหนี้ต่างประเทศ มากกว่าเจ้าหนี้ไทย

หากจะมีเจ้าหนี้คัดค้านผู้ทำแผน ต้องยื่นคัดค้านไม่เกินวันที่ 14 สิงหาคม ก่อนวันไต่สวนนัดแรกในวันที่ 17 สิงหาคม ไม่น้อยกว่าสามวันตามที่กฎหมายกำหนด และเสนอชื่อผู้ทำแผนใหม่พร้อมหนังสือยินยอมด้วย

เหล้าเก่า ในขวดใหม่

เหตุผลประการแรกของข้อคัดค้านก็น่าจะเป็นว่า คณะผู้ทำแผนก็คือคณะผู้บริหารเดิม ที่ดูแลการบินไทยอยู่ ในขณะที่บริษัทเข้าสู่ภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวนั่นเอง ให้ผู้บริหารเดิมมาทำแผนฟื้นฟู และบริหารบริษัทต่อ อาจมีเจ้าหนี้ที่ไม่ชอบใจ

ข้อนี้บริษัทชี้ให้เห็นได้ว่ามีผู้บริหารใหม่น้ำดี อยู่ถึงสี่คน และการฟื้นฟูกิจการในเมืองไทยที่ผ่านมา ที่ประสบความสำเร็จ หลายราย ก็เป็นกรณีที่ผู้บริหารเดิม เป็นผู้ทำแผน

ผลประโยชน์ทับซ้อน

อีกเหตุผลหนึ่งที่เจ้าหนี้ยกขึ้นเป็นเหตุคัดค้านได้คือ ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือหลายท่านเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า ความขัดแย้งของผลประโยชน์

ตัวอย่างเช่น กฎหมายฟื้นฟูกิจการได้ให้อำนาจ ผู้ทำแผน กระทำการแทนเจ้าหนี้ ในการยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้ศาลเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

เป็นกรณีที่เจ้าหนี้เห็นว่านิติกรรมการซื้อขายเครื่องบินบางรายการ ไม่ว่าจะเป็นการเช่าเครื่องบินทางการเงิน เช่าธรรมดา และเช่าซื้อ หรือซื้อขายจริงๆ ก็ตาม เป็นการกระทำที่ลูกหนี้และบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอก รู้อยู่ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ

เพราะลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ผู้ขอเพิกถอนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากนิติกรรมและการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น ภายในระยะเวลาหนึ่งปี ก่อนยื่นคำขอให้ฟื้นฟูกิจการ ที่กฎหมายสันนิษฐานว่าทั้งลูกหนี้และผู้ได้ลาภงอกรู้อยู่แก่ใจ ถึงการมีหนี้สินล้นพ้นตัว ของการบินไทย

หากมีการกล่าวหาในกรณีดังกล่าว เจ้าหนี้อาจไม่ไว้ใจว่า ผู้ทำแผน ซึ่งเป็นคนของลูกหนี้จะทำการสอบสวนให้เต็มที่หรือเปล่า และจะเต็มใจยื่นคำร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนนิติกรรมและการกระทำดังกล่าวหรือไม่

ข้อนี้บริษัท ก็น่าจะแก้ได้อีก โดยแย้งเจ้าหนี้ผู้คัดค้านไปว่า ถ้าไม่มั่นใจในผู้ทำแผน เจ้าหนี้ก็มีทางเลือกที่จะยื่นคำขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามที่กล่าวหา กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนนิติกรรมที่พิพาทต่อศาลอีกทอดหนึ่ง ก็ได้เช่นกัน เพราะกฎหมายกำหนดทางเลือกไว้ให้อีกทางหนึ่ง

ไม่มีผู้เชี่ยวชาญธุรกิจการบินนานาชาติอิสระอยู่ไนทีม

เหตุผลประการที่สาม ที่เจ้าหนี้อาจยกขึ้นคัดค้านผู้ทำแผนได้คือ ทีมที่ลูกหนี้เสนอมา ไม่เห็นเด่นชัดว่ามีผู้เชี่ยวชาญต่างชาติในธุรกิจการบินนานาชาติอิสระที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ รวมอยู่ด้วย

ข้อโต้แย้งที่การบินไทยจะยกขึ้นมาอธิบาย ได้แก่ คณะผู้ทำแผน รวมมืออาชีพด้านธุรกิจการบินนานาชาติไว้ถึงสองท่าน โดยท่านหนึ่งเคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ที่เคยบริหารลูกหนี้จนประสบความสำเร็จมาแล้ว

โต้แย้งกันยังไง ก็ต้องให้ที่ประชุมเจ้าหนี้สองในสาม ตัดสิน

ไม่ว่าฝ่ายไหนจะถูกหรือผิด ที่ประชุมเจ้าหนี้จะเป็นผู้ตัดสิน

ที่ประชุมเจ้าหนี้ซึ่งมีหนี้รวมกันสองในสาม หรือ 66.67% ของยอดหนี้ทั้งหมด จะเป็นผู้ลงมติตัดสินใจ เลือกผู้ทำแผน ที่แข่งกันสองราย ตามที่เสนอชื่อโดยลูกหนี้ และเจ้าหนี้ผู้คัดค้านผู้ทำแผน

หากเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าเครื่องบินรายใหญ่ 7 ราย จะคัดค้านผู้ทำแผน ตนมีหนี้รวมกันประมาณ 50% ก็ต้องหาพันธมิตรให้ได้อีก 16.67% จึงจะเปลี่ยนผู้ทำแผนได้ ซึ่งก็น่าจะเป็นเจ้าหนี้ต่างชาติเช่นเดียวกัน

มิฉะนั้นกฎหมายกำหนดให้ตั้งผู้ทำแผน ที่ลูกหนี้เสนอ

หนี้ที่จะนับคะแนนเสียงของเจ้าหนี้ในการลงมติเลือกผู้ทำแผน ไม่เข้มงวดมาก ให้ใช้หนี้เต็มจำนวนได้ ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงมูลค่าหลักประกันที่แท้จริงที่ต้องทำการประเมินใหม่ เหมือนตอนจัดกลุ่มเจ้าหนี้มีประกันเพื่อลงมติยอมรับแผน ที่จะกระทำในภายหลัง

พิสูจน์ความเป็นเจ้าหนี้

ก่อนเข้าประชุมเจ้าหนี้ ไม่ว่าท่านจะได้รับหนังสือนัดประชุมหรือไม่ ท่านต้องกรอกแบบฟอร์มราชการแสดงความประสงค์เข้าประชุม และพิสูจน์ความเป็นเจ้าหนี้ ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วย การพิสูจน์อาจไม่เข้มข้นเหมือนกับตอนสอบสวนเมื่อยื่นคำขอรับชำระหนี้ในภายหลัง ซึ่งเจ้าหนี้ต้องยื่นหลังจากประกาศตั้งผู้ทำแผนแล้วในราชกิจจานุเบกษาหนึ่งเดือน

แต่การนำหลักฐานมาแสดง ก็ต้องเพียงพอที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเชื่อได้ว่าเป็นเจ้าหนี้จริง โดยนำบัญชีรายชื่อเจ้าหนี้ที่ลูกหนี้เสนอต่อศาลไปแสดงด้วย พร้อมด้วยสำเนาและตัวจริงของเอกสารสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้ และหลักประกัน ตลอดจนคำยืนยันของบุคคลที่ลงนามเป็นพยานขณะทำสัญญา (ถ้ามี)

โปรดสังเกตว่ามีคำพิพากษาฎีกาที่ 4534/2551 ได้วางไว้เป็นหลัก ขัดกับความเชื่อของนักธุรกิจไทยโดยทั่วไปว่า ตั๋วสัญญาใช้เงิน แต่โดยลำพัง โดยไม่มีเอกสารหลักฐานอื่น หรือคำยืนยันของพยานผู้รู้เห็นขณะทำสัญญา และเอกสารหลักประกันมาประกอบ ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน

วิโรจน์ พูนสุวรรณ เป็นที่ปรึกษากฎหมายอาวุโส และหัวหน้าโครงการพิเศษ สำนักกฎหมายบลูเมนทอล ริชเตอร์ แอนด์สุเมธ ติดต่อได้ที่ wirot@brslawyers.com

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon