‘เมย์แบงก์ กิมเอ็ง’ แนะเพิ่มโอกาสลงทุน ชูหุ้นเด่นกลุ่มธุรกิจผสมผสานจุดเด่นไทย มีแววโตดี

{"source_sid":"7CD8856F-73F4-4C98-B2EE-FAFDE0FD26FB_1592198498988","subsource":"done_button","uid":"7CD8856F-73F4-4C98-B2EE-FAFDE0FD26FB_1592198498950","source":"other","origin":"gallery"}

‘เมย์แบงก์ กิมเอ็งแนะเพิ่มโอกาสลงทุน ชูหุ้นเด่นกลุ่มธุรกิจผสมผสานจุดเด่นไทย มีแววโตดี

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าประเทศไทยมีกลุ่มธุรกิจที่โดดเด่น 3 กลุ่ม ได้แก่ ท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร โดยประเทศไทยถือว่ามีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกในหลากหลายแง่มุม จากทั้งองค์ความรู้ ความสามารถของบุคลากร และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งอุตสาหกรรมที่เห็นได้ชัดเจนจากข้อดีดังกล่าวคือ ภาคท่องที่ยว, การแพทย์ และธุรกิจอาหาร ทำให้กลุ่มเหล่านี้ถือว่าได้เปรียบคู่แข่งในประเทศต่างๆ ค่อนข้างมาก และมีโอกาสในการเติบโตสูงตามทิศทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่จะขยายตัวมากยิ่งขึ้นในช่วงถัดไป การนำจุดแข็งในหลายๆ ด้านมาผสมผสานกัน จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งในด้านโครงสร้างรายได้ที่มากยิ่งขึ้น โดยหากธุรกิจต่างๆ ได้นำข้อได้เปรียบของประเทศไทย มาผสมเข้ากับธุรกิจที่โดดเด่นของตนเองแล้ว คาดว่าจะยิ่งเป็นช่องทางในการขับเคลื่อนรายได้ให้เติบโตยิ่งขึ้น พร้อมกับการต่อยอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ โซเชียลเน็ตเวิร์ก, ออนไลน์ ถือเป็นการขยายช่องทางการทำธุรกิจที่เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน รวมถึงหากสามารถนำจุดแข็งและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ คาดจะทำให้อัตราการทำกำไรสูงขึ้น และเร่งผลการดำเนินงานให้เติบโตได้ดียิ่งขึ้น

ท่ามกลางภาวะการแข่งขันของตลาดโลกที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทที่จะเติบโตได้ดี จำเป็นจะต้องใช้จุดแข็งที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง โดยในประเทศไทย เชื่อว่ายังมีหลายอุตสาหกรรมที่มีข้อได้เปรียบกว่าประเทศอื่นทั่วโลก อาทิ การท่องเที่ยว, การแพทย์ ด้านอาหารและเครื่องดื่ม ทำให้การดึงจุดได้เปรียบออกมาเพื่อแข่งขันในตลาดโลกก็เป็นกลยุทธ์ในการแข่งขันที่ดี รวมถึงหากสามารถนำจุดเด่นมาผสมผสานกัน ก็ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจเพิ่มเติม นอกจากนี้ หากนำเอาเทคโนโลยีมาบริหารจัดการช่วยสนับสนุนธุรกิจเพิ่มเติมได้ จะช่วยเสริมช่องทางในการขยายธุรกิจมากยิ่งขึ้น ทำให้ในฐานะนักลงทุนจึงควรพิจารณานำเอาข้อได้เปรียบของไทยมาช่วยกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในระยะกลางและยาวนายวิจิตรกล่าว

นายวิจิตรกล่าวว่า สำหรับการลงทุน แนะนำทยอยสะสมหุ้นเด่นที่น่าสนใจในระยะกลาง ที่มีการผสมผสานจุดเด่นของประเทศไทย ได้แก่ 1.การแพทย์บวกท่องเที่ยวคือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยแนะนำเป็น BDMS ด้วยสาขาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ, SPA การนวดและบำบัด ถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญของไทย ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมใช้บริการ 2.ท่องเที่ยวบวกอาหารและเครื่องดื่มคือ เน้นไปที่การบริโภคของนักท่องเที่ยว โดยแนะนำ MINT เจ้าของแบรนด์ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารชั้นนำ ทั้งสำหรับคนไทยและต่างชาติ, CPALL มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ง่ายต่อการเข้าถึงผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว และ 3.อาหารและเครื่องดื่มบวกการแพทย์คืออาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยแนะนำ CPF ธุรกิจอาหารครบวงจร ขานรับการเป็นครัวโลกที่จะขยายการเติบโตไปได้อย่างยั่งยืน, RBF เน้นพัฒนาและวิจัยนวัตกรรมด้านอาหารแบบครบวงจร ช่วยต่อยอดธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ก้างตำคอ วันที่ 15 มิถุนายน 2563 : โดย นายเสียม
บทความถัดไป“อนุทิน” ยันไม่ได้สั่ง “หมอเกรียงศักดิ์” ถอนตัวจากรักษาการ ผอ.รพ.ขอนแก่น ชี้เป็นสปิริตข้าราชการ