‘คลัง’ เปิดขายพันธบัตรรัฐบาล 1 บาท/หน่วยครั้งแรกของไทย กระตุ้นการออม พลิกโฉมระบบการเงิน

16.06.20 | 18:19 น.

‘คลัง’ เปิดขายพันธบัตรรัฐบาล 1 บาท/หน่วยครั้งแรกของไทย กระตุ้นการออม พลิกโฉมระบบการเงิน

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เปิดตัววอลเล็ต สบม. (วอลเล็ตสะสมบอนด์มั่งคั่ง) เพื่อรองรับการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่พลิกรูปแบบการซื้อขายพันธบัตรไปอย่างสิ้นเชิง ช่วยให้การจำหน่ายพันธบัตรสอดคล้องกับโลกอนาคตที่ต้องการประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือ ความรวดเร็ว ความโปร่งใส และมีโครงสร้างต้นทุนที่ต่ำ ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน โดยนำร่องพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นวอลเล็ต สบม. ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ 2563 แบบไร้ใบตราสาร รุ่นอายุ 3 ปี วงเงินรวมไม่เกิน 200 ล้านบาท เป็นครั้งแรกของการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มทางการเงินครั้งสำคัญของประเทศไทย โดยพันธบัตรออมทรัพย์มีหน่วยลงทุนขนาดเล็กเพียงหน่วยละ 1 บาท โดยลงทุนขั้นต่ำ 100 บาท และเพิ่มขึ้นครั้งละ 100 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยจำหน่ายให้แก่บุคคลธรรมดาสัญชาติไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการออมสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ สร้างนิสัยการออมแก่กลุ่มเยาวชนด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย บนแพลตฟอร์มที่ทันสมัยและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า สามารถซื้อขายพันธบัตรด้วยตนเองบนวอลเล็ต สบม. ลดความยุ่งยากในการติดต่อกับตัวแทนจำหน่าย และการเก็บรักษาใบพันธบัตร ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของโครงการคือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ เพื่อให้บริการเข้าถึงมือประชาชนได้อย่างกว้างขวางอย่างครอบคลุม เป็นการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจในรูปแบบนิวนอร์มอล ที่จะต้องเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์มแน่นอน

พันธบัตรรัฐบาลในโครงการนี้ การซื้อต่อหน่วยมีราคาต่ำมาก ทำให้หากเป็นที่น่าสนใจจะมีคนเข้ามาซื้อจำนวนมาก จะทำต่อเนื่องผ่านการออกโครงการเฟส 2 และเฟสอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามา สิ่งที่น่าสนใจคือ เป้าหมายที่วางไว้ได้มองไปไกลแล้ว โดยขณะนี้เริ่มต้นที่พันธบัตรรัฐบาล เพราะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ สามารถนำเสนอให้กับประชาชนในวงกว้างได้ ส่วนเป้าหมายใหญ่ที่วางไว้คือ ต้องการทำให้ระบบการเงินไทย ทั้งการซื้อขาย การลงทุน และการออมเป็นระบบดิจิทัลอย่างแท้จริงนายอุตตมกล่าว

นายอุตตมกล่าวว่า ปัจจุบันการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองไม่มี หากจะขายกลับคืน จะต้องขายให้กับบางธนาคารหรือบางสถาบัน ทำให้เมื่อใช้เทคโนโลยีเข้ามาอย่างกว้างขวางขึ้น และเพิ่มตลาดรองเข้ามา เหมือนในต่างประเทศที่มีแล้วก่อนหน้านี้ ก็จะเป็นการเปลี่ยนโฉมระบบการเงินไทย โดยประเมินว่าในช่วงถัดจากนี้ ระบบธนาคารและการเงินหลังจากนี้จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ การนำเทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามาใช้ ทำให้ต้องช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีความเข้าใจ และคุ้นเคยกับสิ่งใหม่ที่กำลังจะเข้ามา ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 โดยจะต้องทำการฟื้นฟูและก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลจะเป็นหัวหอกสำคัญในเรื่องการเงินและการคลังต่อไป