บรรยากาศ การซื้อขายหุ้นไทย วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าปิดตลาดเช้าดัชนีอยู่ที่ 1,293.98 จุด ปรับลด 26.71 จุด มูลค่าการซื้อขาย 33,318.94 ล้านบาทไทย ปิดตลาดบ่าย ปรับลด 16.72 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,303.97 จุด มูลค่าการซื้อขาย 64,469.56 ล้านบาท
หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก คือ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ตามลำดับ การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นไทยอาจร่วงในช่วงปลายสัปดาห์ โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1303 จุด แต่ดัชนี SET ปิดไปที่ระดับ 1,303.97 จุด จนไต่เพิ่มขึ้นมา 1.81% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 67,424.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.26% จากสัปดาห์ก่อน (18 – 22 พค.) ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 3.78% มาปิดที่ 273.67 จุด ซึ่งการซื้อขายหุ้นส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มพลังงาน และกลุ่มปิโตรเคมี จนทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น
วันนี้ แม้สถานการณ์โรคโควิด-19 จะเริ่มคลี่คลายและธุรกิจเริ่มเปิดกิจการมากขึ้น แต่ยังอยู่ระหว่างทดสอบและยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์โลกที่เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯกับจีน ที่ก่อนหน้านั้น ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดฉากหาต้นตอของการเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ด้วยการออกมาบอกว่าจีนเป็นสาเหตุของโรคระบาดและเป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ราบรื่นนักจนนักลงทุนทั่วโลกรวมทั้งไทยต่างเกิดความกังวลว่า สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อาจกลับมามีความขัดแย้งอีกครั้งหรือไม่ เนื่องจากสหรัฐฯอาจยกเลิกข้อตกลงเศรษฐกิจการค้ากับจีน และพร้อมจะกลับมาใช้มาตรการทางภาษีกับประเทศต่างๆ ซึ่งในครั้งนั้น ทรัมป์ได้อ้างเหตุการณ์พบความเชื่อมโยงระหว่างจีนและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังสร้างความเสียหายต่อประชากรและเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง
ทว่า สถานการณ์ในตลาดโลกดูเหมือนจะคลี่คลายลงไปช่วงระยะนึง หลังจากรัฐบาลจีนได้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีส่งผลให้การส่งออกของจีนคลายความกดดันด้านสภาพคล่องและจากการช่วยเหลือต่างๆ ทำให้ยอดส่งออกของตลาดจีนในช่วงเมษายนที่ผ่านมาสูงขึ้น 17% นอกจากนั้น รัฐบาลจีนยังได้ประกาศยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐจำนวนทั้งสิ้น 79 รายการ โดยจะมีระยะเวลา 1 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม เป็นต้นไป ที่ก่อนหน้านั้นสหรัฐฯ พยายามกดดันให้จีนซื้อสินค้ามากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าความบาดหมางยังรอวันปะทุอยู่เมื่อจีนยังคงลงทุนซื้อสินค้าจากกลุ่มผู้ผลิตประเทศอื่น เช่น สินค้าประเภทพลังงาน ที่จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากซาอุดิอาระเบียและรัสเซียเพิ่มขึ้น ร้อยละ 19 – 20 ขณะที่นำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐอเมริกาน้อยมาก
ด้วยเหตุนี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงสร้างความไม่ลงรอยทางด้าน การค้าระหว่างสหรัฐ-จีน เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด นายหวางอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมาแถลงข่าวนอกรอบเมื่อวันอาทิตย์นี้ว่า การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนอาจกลายเป็นสงครามเย็นครั้งใหม่ โดย นายหวางอี้ ใช้คำว่า “ไวรัสการเมือง” เพื่อตอบโต้ความพยายามของสหรัฐที่กล่าวโทษจีนจากการโจมตีและป้ายสีจีนว่าเป็นสาเหตุของเชื้อไวรัสจนกลายเป็นประเด็นทางการเมืองไปแล้วในขณะนี้
แม้ประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวอาจส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย แต่ บล.กสิกรไทย ยังคาดการณ์ ดัชนีหุ้นไทย ในระหว่างวันที่ 25 – 29 พฤษภาคม 2563 นี้ว่ายังคงแกว่งตัวลงกรอบ มีแนวรับ 1,275 และ 1,250 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,330 และ 1,340 จุด ตามลำดับ โดยให้พิจารณาแผนการเปิดเศรษฐกิจในประเทศระยะ 3 การคลายล็อกดาวน์ สถานการณ์โควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้ง จีดีพีไตรมาส 1/63 ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายงานการเงินของเดือนเมษายน และประเด็นสำคัญๆ อย่างใกล้ชิด ส่วนสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางใดต่อจากนี้ก็ขอให้คอยจับตาดูกันเป็นระยะๆ อย่างใกล้ชิด

