แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญา(ทป.) ได้ชี้แจงกรณีที่มีความกังวลเกี่ยวกับการเข้าร่วมเจรจาความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ในประเด็นการเข้าเป็นสมาชิก CPTPP แล้ว ไทยจะยังสามารถใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) ได้เหมือนเดิมหรือไม่ และการเข้าร่วม CPTPP ไทยจะต้องขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรยา หรือผูกขาดข้อมูลการทดสอบยาหรือไม่ โดยยืนยันว่าหากไทยเข้าร่วมความตกลง CPTPP ก็ไม่มีการบังคับหรือห้ามไทยไม่ให้ใช้ CL ยา หรือมีการบังคับให้ไทยต้องขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรยาหรือปล่อยให้มีการผูกขาดข้อมูลทดสอบยา ตามที่มีการสร้างกระแสให้เกิดความเข้าใจผิด
ทั้งนี้ ในประเด็นการใช้ CL ยา ความตกลง CPTPP ได้ยืนยันสิทธิของประเทศสมาชิกในการใช้ CL ตามข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อประโยชน์สาธารณะที่ไม่ใช่การค้า หรือแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วนได้ในทุกกรณี เช่น หากเกิดโรคระบาดอย่างโควิด-19 หรือใช้เพื่อแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วนในประเทศ โดยรัฐบาลสามารถผลิต ขาย หรือนำเข้ายาที่มีราคาถูกกว่าจากคนขายคนอื่นได้ แม้ว่ายานั้นจะมีสิทธิบัตรคุ้มครองอยู่ก็ตาม
ขณะเดียวกัน ความตกลง CPTPP ยังกำหนดด้วยว่า ให้ประเทศสมาชิกมีสิทธิพิจารณาได้ด้วยตนเองว่าสถานการณ์ใดถือเป็นสถานการณ์เร่งด่วนของประเทศตน เพราะแต่ละประเทศย่อมมองเห็นความเร่งด่วนของแต่ละเหตุการณ์แตกต่างกัน การอนุญาตให้แต่ละประเทศตัดสินใจเองได้ว่าเมื่อไรมีความจำเป็นต้องใช้ ย่อมช่วยให้สมาชิกใช้ CL เพื่อรักษาสุขภาพของประชาชนของตนได้ดีกว่า
” ประเด็นการขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรยา หรือผูกขาดข้อมูลการทดสอบยา ทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สหรัฐฯ ผลักดันและเคยมีอยู่ในความตกลง TPP ซึ่งเป็นความตกลงเดิมของ CPTPP แต่เมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากความตกลงเมื่อปี 2560 ประเทศสมาชิกที่ยังคงเหลืออยู่ทั้ง 11 ประเทศ ก็ตัดสินใจถอนเรื่องทั้ง 2 ออก ทำให้ตอนนี้ไม่มีทั้ง 2 เรื่องอยู่ในความตกลง และถ้าไทยเข้าเป็นสมาชิก CPTPP ไทยก็ไม่ต้องขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรยา หรือให้การผูกขาดข้อมูลการทดสอบยา แต่อย่างใด และ หากในอนาคตทั้ง 2 เรื่องนี้จะกลับเข้ามาใน CPTPP ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะทุกประเทศต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ให้นำกลับมา และถ้าไทยเข้าเป็นสมาชิก CPTPP แล้ว ไทยก็มีสิทธิที่จะคัดค้าน ไม่ยอมให้ทั้ง 2 เรื่องนี้กลับเข้ามาอยู่ในความตกลง CPTPP ได้ ” แหล่งข่าว กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ปัจจุบันการขอเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP ของไทยยังอยู่ในขั้นตอน 3.5 จากทั้งหมด 12 ขั้นตอน โดยได้ผ่านขั้นตอนที่ 1 การศึกษาผลประโยชน์ ผลกระทบของความตกลง CPTPP ผ่านขั้นตอนที่ 2 การรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน และขั้นตอนที่ 3 การรวบรวมความเห็นและผลการศึกษา กำลังเข้าสู่ขั้นตอนที่ 4 เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่มีการคัดค้านเกิดขึ้น จึงทำให้รัฐบาลหาทางออกด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการเข้าร่วมความตกลง CPTPP จึงกลายเป็นขั้นตอนที่ 3.5 ซึ่งหากพิจารณาเสร็จ ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอ ครม. ต่อไป
ทั้งนี้ หาก ครม. เห็นชอบให้ไทยเข้าร่วม ก็จะไปสู่ขั้นตอนที่ 5 ยื่นหนังสือต่อนิวซีแลนด์ ในฐานะประเทศผู้รักษาความตกลงฯ เพื่อขอเจรจาเข้าร่วม จากนั้นเป็นขั้นตอนที่ 6 คณะกรรมาธิการสมาชิก CPTPP ซึ่งมีสมาชิกเดิม 11 ประเทศ จะพิจารณาและเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงาน CPTPP เพื่อเจรจากับไทย ซึ่งสมาชิกเดิมจะมีการประชุมในวันที่ 5 ส.ค.2563 หากไทยยื่นไม่ทัน ก็ต้องรอไปปี 2564 และตอนนั้น มีความเป็นไปได้ว่าจะมีอังกฤษ จีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย มาต่อคิวขอเจรจาด้วย
“ถ้าไทยสมัครขอเข้าเจรจา ก็จะมาสู่ขั้นตอนที่ 7 เป็นเรื่องการเจรจา ซึ่งไทยจะมีคณะเจรจาที่ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เข้าไปเจรจาข้อผูกพันและต่อรองขอข้อยกเว้นและความยืดหยุ่น รวมถึงระยะเวลาปรับตัวที่เหมาะสม และจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนที่ 8 คณะทำงาน CPTPP เสนอคณะกรรมาธิการสมาชิก CPTPP เห็นชอบผลการเจรจา ถ้าเห็นชอบ ไทยก็นำกลับมาเสนอ ครม. เป็นขั้นตอนที่ 9 ถ้า ครม.เห็นชอบ ก็เข้าสู่รัฐสภา เป็นขั้นตอนที่ 10 และถ้ารัฐสภาเห็นชอบ ก็ไปขั้นตอนที่ 11 คือการให้สัตยาบันความตกลง CPTPP และเข้าสู่ขั้นตอนที่ 12 มีผลบังคับใช้ แต่ในช่วงการเจรจา หากเห็นว่าเมื่อเจรจาไปแล้ว ไทยได้ไม่คุ้มเสีย ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วม แต่ถ้าไทยได้มากกว่าเสีย ก็ขึ้นอยู่กับระดับนโยบายที่จะตัดสินใจว่าไทยจะเดินหน้าต่อหรือไม่” ” แหล่งข่าว กล่าว

