‘เมย์แบงก์ กิมเอ็ง’ แนะเลี่ยงหุ้นแบงก์ สลับกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่-ปันผลดีลงทุนใหม่

{"source_sid":"7CD8856F-73F4-4C98-B2EE-FAFDE0FD26FB_1592198498988","subsource":"done_button","uid":"7CD8856F-73F4-4C98-B2EE-FAFDE0FD26FB_1592198498950","source":"other","origin":"gallery"}

‘เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะเลี่ยงหุ้นแบงก์ สลับกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่-ปันผลดีลงทุนใหม่

นายธีรเศรษฐ์ พรหมพงษ์ นักกลยุทธ์เศรษฐศาสตร์มหภาค บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ประเมินผลกระทบที่มีต่อนโยบายใหม่ จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ได้ออกคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์งดปันผลและซื้อคืนหุ้น โดยธปท.ได้ออกคำสั่งขอให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในไทย จัดทำแผนบริหารจัดการเงินกองทุนในระยะเวลา 1-3 ปี  พร้อมกับงดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานปี 2563 และห้ามซื้อหุ้นคืนหรือไถ่ถอนตราสารหนี้ที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 หรือชั้นที่ 2 ก่อนครบกำหนด การออกมาตรการเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์รักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งและควบคุมให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น สะท้อนมุมของ ธปท. ที่ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังแย่กว่าที่คาดไว้ บวกกับมีความกังวลต่อผลของมาตรการต่างๆที่มีออกมาเพื่อช่วยเหลือเยียวยาลูกหนี้ช่วงก่อนหน้านี้ อาจส่งผลกระทบต่อสถานะเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์

ประเมินว่าผลจากมาตรการดังกล่าวจะส่งผลกดดันบรรยากาศตลาดหุ้นไทยในภาพรวม จากการส่งสัญญาณของธปท. ที่สะท้อนมุมมองที่เปลี่ยนไปในเชิงลบต่อธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาวะเศรษฐกิจ บวกกับการเข้าแทรกแซงของผู้กำหนดนโยบายที่เป็นปัจจัยลบที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะกระทบเชิงลบมากกว่าต่อธนาคารพาณิชย์ที่จ่ายปันผลระหว่างกาลนายธีรเศรษฐ์กล่าว

นายธีรเศรษฐ์กล่าวว่า ปกติธนาคารพาณิชย์ที่มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ได้แก่ BAY BBL KBANK KKP SCB (ส่วน TCAP ที่ถือหุ้น TMBThanachat ที่ 20.4% หลังควบรวมระหว่าง TMB และ TBANK ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของธปท.) โดยคาดว่าปันผลระหว่างกาลที่จะหายไปรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 1.43 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลในปี 2563 สำหรับ SET Banking ลดลงประมาณ 1.15% และสำหรับ SET ลดลงเล็กน้อยประมาณ 0.1%

นายธีรเศรษฐ์กล่าวว่า อีกทั้งยังอาจเกิด Sector Rotation สู่หุ้นขนาดใหญ่/ปันผลสูงกลุ่มอื่นแทน ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารฯ ปัจจุบัน (19 มิ..) ปิดที่ 304.21 จุด ปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 23 มี.. ที่ 235.81 จุด ประมาณ 29% ถือเป็นจุดที่นักลงทุนบางกลุ่มมีกำไรซึ่งพบว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้ามา ในช่วงเวลาดังกล่าวมาจากนักลงทุนสถาบันฯ ซื้อสุทธิ 5.8 หมื่นล้านบาท และโดยส่วนใหญ่คือกองทุนรวมในประเทศที่โดยปกติจำป็นต้องปรับพอร์ทการลงทุนให้สอดคล้องกับนโยบายการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นปันผลเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสูงที่จะสลับเข้าซื้อหุ้น High Yield อื่นทดแทนเงินปันผลกลุ่มธนาคารที่หายไป โดยเงื่อนไขที่น่าจะถูกเข้าซื้อคือมีอัตราการจ่ายปันผลระหว่างกาลสูงเทียบเคียงกับระดับ 1.15% ของกลุ่มธนาคารฯและแนวโน้มกำไร 2H63 ฟื้นตัวหรือดีต่อเนื่อง

นายธีรเศรษฐ์กล่าวว่า สำหรับคำแนะนำในเชิงกลยุทธ์คือ 1เลือกลงทุนสลับกลุ่ม ได้แก่ หุ้นขนาดใหญ่ที่มีปันผลระหว่างกาลสูง แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังดี เป้าหมายการสลับกลุ่มเข้าซื้อของนักลงทุนสถาบันฯ เลือก INTUCH, SCC, PTTGC, CPF และ 2.กลุ่มธนาคาร ให้เลี่ยงการลงทุน จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในเชิงลบ บวกกับการเข้าแทรกแซงของ ธปท. ที่จะลดทอนความน่าสนใจในมุมมองนักลงทุนต่างชาติเมื่อเทียบกับภูมิภาค

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘สเปอร์ส’ เปิดบ้านสอย ‘เวสต์แฮม’ 2-0 ต่อความหวังลุยถ้วยยุโรป
บทความถัดไป‘บาร์เซโลน่า’ เฉือน ‘บิลเบา’ หืดจับ 1-0 ขยับหนีชุดขาวก่อน 3 คะแนน