หน้าแรก เศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอแนะ...

ทีดีอาร์ไอแนะใช้ม.44ระบายข้าวเสียในคลัง ชี้ยิ่งเก็บนานยิ่งขาดทุนบานเบอะ

26.07.16 | 17:48 น.

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด ในงานสัมมนา “โครงการระบายข้าวในคลังของรัฐ” จัดโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.)


นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ และหัวหน้าโครงการวิจัยโครงการการระบายข้าวในคลังของรัฐ ซึ่งทำการศึกษาเมื่อพฤศจิกายน 2558-กรกฎาคม 2559 เปิดเผยผลการศึกษาว่า ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงสิงหาคม 2557-มิถุนายน 2559 รัฐบาลระบายข้าวได้เพียง 7.5 ล้านตัน จากข้าวในสต๊อกของรัฐที่มีอยู่ทั้งหมด 17.28 ล้านตัน ถือว่าระบายได้ช้า เนื่องจากมีข้าวผลิตออกมาใหม่ทุกปี และในปี 2557 ติดปัญหาการฟ้องร้องคดี รอจังหวะให้ราคาข้าวสูงขึ้นจึงค่อยระบาย และมีปัญหาข้าวในโกดังมีคุณภาพแตกต่างกันไป หากไม่เร่งระบายข้าวในสต๊อก ข้าวยิ่งเสื่อมคุณภาพ และทำให้ขาดทุน เพราะมีภาระต้นทุนการเก็บรักษาและค่าดอกเบี้ยสูงถึงปีละ 18,300 ล้านบาท หรือตันละ 1,570 บาทต่อปี

“รัฐบาลควรเปิดระบายข้าวอย่างสม่ำเสมอเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อให้ข้าวในสต๊อกหมดรวดเร็ว ภายใน 2 ปี โดยต้องระบายข้าวแบบทั้งยกโกดังและแยกกอง แต่หากไม่จำเป็นไม่ควรขายข้าวสู่เกรดอาหารสัตว์และทำเชื้อเพลิง เพราะได้ราคาถูก จะขาดทุนมาก ส่วนข้าวในโกดังที่มีข้าวเสื่อมคุณภาพ (เกรดซี) เกิน 60-70% และมีคุณภาพข้าวต่ำมาก อาจต้องให้รัฐใช้อำนาจตามมาตรา 44 ขายข้าวในสต๊อกเป็นเกรดอุตสาหกรรมเป็นรายกรณี เพื่อระบายข้าวได้เร็วและลดค่าใช้จ่าย โดยต้องพิสูจน์ถึงคุณภาพข้าวว่าเสื่อมมากแล้วจริงๆ ระบายสู่อุตสาหกรรมชีวมวล เอทานอล เป็นต้น ปัจจุบันข้าวเกรดซีในสต๊อกมีประมาณ 4.59 ล้านตัน จากข้าวในสต๊อกทั้งหมดที่มีอยู่ขณะนี้ 9.7 ล้านตัน” นายนิพนธ์กล่าว และว่า หากระบายข้าวเสื่อมได้ ข้าวที่มีคุณภาพก็จะได้ระบายได้ง่ายขึ้นแล้วในระยะต่อไป นอกจากนี้หากจะระบายข้าวสู่อุตสาหกรรม ต้องมีมาตรการควบคุมไม่ให้กลับเข้ามาสู่ตลาดผู้บริโภค รวมทั้งแก้ไขกฎหมายข่าวสารของราชการให้ครอบคลุมเรื่องการเปิดเผยข้อมูลการระบายข้าวของรัฐ และมีบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ปิดบังข้อมูลด้วย

นายนิพนธ์กล่าวว่า การระบายข้าวได้ช้าไปหนึ่งปี จะทำให้มูลค่าการขาดทุนของโครงการรับจำนำเพิ่มขึ้นปีละ 1 หมื่นล้านบาท โดยประเมินจากความเสียหายของการขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าวที่คำนวณจากราคาข้าวเดือนพฤษภาคม 2559 มูลค่าการขาดทุนของโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 5.8 แสนล้านบาท จากที่ประเมินเมื่อพฤษภาคม 2557 อยู่ที่ 5.49 แสนล้านบาท

Advertisement

“บทเรียนสำคัญ คือ รัฐบาลไม่ควรคิดแทรกแซงสินค้าเกษตรทุกชนิดแล้วนำมาเก็บไว้ในสต๊อกเด็ดขาด เพราะกฎระเบียบต่างๆ ของรัฐไม่เอื้อในการขายข้าว และจะขาดทุนมหาศาลจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ประกอบกับภาครัฐไม่มีระบบบัญชีและฐานข้อมูลของทุกหน่วยงานเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อปัญหาความยุ่งยากในการระบายข้าว หากจำเป็นต้องมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรควรจะใช้วิธีช่วยเหลือโดยตรง เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือโดยตรง จ่ายในส่วนต่างราคาประกันพืชผล แล้วรัฐไม่ต้องเอาสินค้าเกษตรมาเก็บไว้ในคลังเอง” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า เมื่อเปรียบเทียบราคาระบายข้าวของแต่ละรัฐบาล พบว่าสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการระบายข้าวจำนวน 15.89 ล้านตัน ราคาขายต่ำกว่าตลาด 29% และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ราคาขายต่ำกว่าราคาตลาด 20% เพราะมีการระบายข้าวในเกรดดีก่อน แต่มีแนวโน้มในระยะต่อไปว่าการระบายข้าวจะได้ราคาลดลงที่มากขึ้น จากข้าวที่เหลือในสต๊อกมีคุณภาพเสื่อมมากขึ้น สำหรับภาพรวมสต๊อกข้าวในคลังของรัฐ ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์มีนโยบายรับจำนำข้าวทุกเม็ด ทำให้รัฐมีสต๊อกข้าวเพิ่มขึ้นมหาศาลถึง 34.5 ล้านตัน หรือกว่า 53% ของผลผลิต ส่วนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตรวจข้าวในสต๊อกพบมีข้าวตามบัญชี 18.7 ล้านตัน แต่มีข้าวจริงเพียง 17.28 ล้านตัน ผลศึกษาพบว่า วิธีการระบายข้าวที่รัฐบาลขาดทุนมากที่สุด คือการขายให้พรรคพวกโดยใช้สัญญารัฐต่อรัฐเทียมเป็นข้อบังหน้าและไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ ส่วนการขายให้ได้ราคาสูงที่สุด คือการประมูลแบบโปร่งใส

นายปราโมทย์ วาณิชชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องเร่งระบายสต๊อกที่มีอยู่ออกให้หมด เพราะสต๊อกดังกล่าวจะเป็นตัวกดราคาข้าวใหม่ไม่ให้ขยับสูงขึ้น ส่วนการเจรจาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐยังต้องเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะกับประเทศที่มีความต้องการบริโภคข้าวในราคาที่ไม่สูง เพราะจะช่วยให้ขายข้าวได้ในล็อตใหญ่ นอกจากนี้ รัฐบาลต้องทบทวนนโยบายข้าวใหม่ โดยเข้าไปพัฒนาพันธุ์ข้าว เน้นขายข้าวคุณภาพที่มีราคาสูงขึ้น

น.ส.กอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า หากข้าวในคลังของรัฐมีคุณภาพที่เสื่อม และเป็นข้าวเสียมากๆ จนคน-สัตว์บริโภคไม่ได้ ระบายสู่อุตสาหกรรมก็ไม่มีเอกชนจะซื้อ ดังนั้นรัฐอาจจะต้องใช้วิธีการเผาข้าวที่เสียมากๆ ทิ้งเลย เพื่อลดค่าใช้จ่ายการเก็บรักษา นอกจากนี้รัฐควรระบายข้าวแบบต่อเนื่อง