‘ดีอีเอส’ ชู 2 ข้อเท็จจริง ปมเน็ตประชารัฐเละ-ไม่คุ้มงบประมาณ

‘ดีอีเอส’ ชู 2 ข้อเท็จจริง ปมเน็ตประชารัฐเละ-ไม่คุ้มงบประมาณ

นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)​ เปิดเผยถึงกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจงผลสอบโครงการ​เน็ตประชารัฐ ไม่คุ้มงบประมาณ​ 13,000 ล้านบาท อีกทั้ง ไม่สามารถ​เชื่อมต่อได้ ไม่สะท้อนความสำเร็จการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ดังนี้ 1.ตามข่าวที่ระบุว่า โครงการเน็ตประชารัฐไม่คุ้มค่า เนื่องจากยังไม่เปิดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเปิด เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงกับประชาชน หลังจากวางโครงข่ายแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 นั้น

ขณะที่​ ข้อเท็จจริงคือ คณะรัฐมนตรี (ครม.)​ มีมติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ให้กระทรวงดีอีเอส ดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐ ภายในวงเงินงบประมาณ 13,000 ล้านบาท โดยการวางโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงไปยังหมู่บ้านในพื้นที่ห่างไกล (โซนซี) จำนวน 24,700 หมู่บ้าน ซึ่งยังไม่มีผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเป็นโครงข่ายแบบเปิด กระทรวงดีอีเอสได้ดำเนินการวางโครงข่ายแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 โดยมีความยาวโครงข่ายหลัก ประมาณ 82,000 กิโลเมตร และให้บริการฟรีไวไฟ หมู่บ้านละ 1 จุด ทั้ง 24,700 หมู่บ้าน ในความเร็ว 30/10 เมกะบิต โดยใช้งบประมาณ 9,847 ล้านบาท และต่อมาขยายเป็น 100/50 เมกะบิต ขณะนี้มีจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้งาน จำนวน 8,637,497 ราย และจำนวนอุปกรณ์ใช้งานจำนวน 10.1 ล้านเครื่อง โดยมีการใช้งานโดยเฉลี่ยมากกว่า 20 ล้านครั้งต่อเดือน เพื่อเตรียมการให้เป็นโครงข่ายแบบเปิด ให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมอื่นเชื่อมต่อไปให้บริการยังบ้านเรือนประชาชนได้

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 กระทรวงดีอีเอส ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำหลักเกณฑ์ในการเชื่อมโครงข่ายแบบเปิด โดยได้เสนอหลักการให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมทั้งประเภทที่มีโครงข่ายและไม่มีโครงข่ายของตนเอง ให้สามารถเชื่อมต่อโครงข่ายเน็ตประชารัฐ โดยไม่มีค่าใช้บริการ เพื่อลากสายไปให้บริการยังบ้านเรือนของประชาชน ซึ่งจะทำให้เกิดผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายเล็กในภูมิภาค ทำให้เกิดการแข่งขัน ประชาชนได้ใช้ประโยชน์และมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง ซึ่งได้เสนอคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2561 และเสนอ ครม. รับทราบ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 หลังจากนั้น กระทรวงดีอีเอส ได้จัดทำร่างข้อเสนอการใช้โครงข่ายและแจ้งให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคทราบ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2561 โดยมีผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมสนใจเข้าเชื่อมต่อโครงข่าย จำนวน 8 ราย

ทั้งนี้ เนื่องจากโครงข่ายเน็ตประชารัฐเป็นทรัพย์สินของรัฐ การอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างรอบคอบ ในการจัดทำสัญญาการอนุญาตให้ใช้โครงข่ายฯ ได้ส่งร่างสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2562 แต่อัยการเห็นว่า มติ ครม. เดิมยังไม่มีความชัดเจนในการเป็นโครงข่ายแบบเปิดที่ให้เอกชนมาใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งมีการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การอนุญาตให้เอกชนนำทรัพย์สินของรัฐไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อาจเข้าข่าย พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ

กระทรวงดีอีเอส จึงต้องดำเนินการเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้เสนอให้ ครม. ให้ความเห็นชอบแนวทางการเปิดโครงข่ายเน็ตประชารัฐแบบเปิดให้เอกชนที่สนใจเชื่อมต่อโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่ง ครม. ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ต่อมาได้หารือไปยังคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในประเด็นการอนุญาตให้เอกชนนำทรัพย์สินของรัฐไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ว่า เข้าข่าย พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ หรือไม่ โดยได้รับหนังสือตอบเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 ว่า การดำเนินการในรูปแบบที่กระทรวงดีอีเอส นำเสนอไม่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ จึงได้จัดส่งสัญญาการใช้โครงข่ายเน็ตประชารัฐ ให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาอีกครั้ง และได้รับการตอบกลับมาเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ส่งผลให้การเปิดโครงข่ายแบบเปิดมีความล่าช้าไปประมาณ 1 ปี

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 กระทรวงดีอีเอส ได้พิจารณาเห็นชอบให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจำนวน 6 ราย ที่แสดงความสนใจ เข้าเชื่อมต่อโครงข่ายฯ และปัจจุบันมีผู้ประกอบการได้ลงนามในสัญญาแล้ว 4 ราย ได้แก่ 1.บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 2.ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอส.ที.แอล เสียง (ไทยแลนด์) 3.บริษัท วารินชำราบ จำกัด และ 4.บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ และบางรายเริ่มให้บริการแล้ว

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการใช้ประโยชน์โครงข่ายเน็ตประชารัฐในการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 โดยได้ทำการต่อขยายจากโครงข่ายเน็ตประชารัฐไปยังโรงเรียน 1,187 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 36 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและสุขศาลาพระราชทาน 488 แห่ง ที่ยังไม่มีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงเข้าถึง ทำให้เกิดความครอบคลุมได้ครบทุกแห่ง ส่งผลให้ประหยัดงบประมาณในการดำเนินการได้มากและสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น

2.ผลการตรวจสอบพบว่า กระทรวงดีอีเอส ยังไม่สามารถควบคุม ตรวจสอบ และติดตามการเชื่อมต่อโครงข่ายเน็ตประชารัฐให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การให้บริการโครงข่ายแบบเปิด ส่งผลกระทบให้มีผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมบางราย นำโครงข่ายดังกล่าว ไปใช้งานโดยยังไม่ได้รับอนุญาต

ข้อเท็จจริงคือ เนื่องจากอุปกรณ์โครงการเน็ตประชารัฐมีการติดตั้งอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลทั่วประเทศ กระทรวงดีอีเอส จึงได้พัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพย์สิน เพื่อควบคุมกำกับอุปกรณ์ปลายทางและการใช้งาน เพื่อให้บริการไวไฟเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และได้เพิ่มระบบบริหารจัดการโครงข่ายแบบเปิด เมื่อปลายปี 2562 ทำให้สามารถตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ สถานะของการใช้และเชื่อมต่ออุปกรณ์เพื่อรองรับการเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเปิดที่ได้รับการอนุมัติ

สำหรับกรณีผลการตรวจสอบของ สตง. ว่ามีผู้ประกอบกิจการโทรคมบางรายเชื่อมใช้โครงข่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อตรวจสอบการเชื่อมต่อโครงข่ายแบบเปิดทั้งหมด และรายงานผลให้ทราบภายใน 60 วัน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon