นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนมิถุนายน 2559 มีมูลค่า 18,146 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.1% เทียบเดือนมิถุนายนปีก่อน ขณะที่นำเข้ามีมูลค่า 16,180 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10.11% จึงได้ดุลการค้า 1,965 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ 6 เดือนแรกปี 2559 ไทยส่งออกได้ 105,137 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 1.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปี 2558 ขณะที่มีการนำเข้า 92,724 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 10.23% จึงได้ดุลการค้าแล้ว 12,413 ล้านเหรียญสหรัฐ
สาเหตุที่ทำให้การส่งออกเดือนมิถุยายนติดลบต่ำสุดในรอบ 3 เดือน เนื่องจากส่งออกทองคำ (ยังไม่ขึ้นรูป) เพิ่มขึ้นถึง 365% และส่งออกไปสวิตเซอร์แลนด์โตถึงพันเปอร์เซ็นต์ รวมถึงส่งออกรถยนต์ เครื่องปรับอากาศ และวงจรแผงไฟฟ้า ยังเป็นบวก ขณะที่สินค้าเกษตรส่วนใหญ่ยังติดลบค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มส่งออกไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ดูจากอัตราการติดลบลดลงจาก ลบ 8% ในเดือนเมษายน เหลือติดลบ 4.4% ในเดือนพฤษภาคม เหลือ 0.1% ในเดือนมิถุนายน และยังติดอันดับ 10 ของโลกของประเทศที่การส่งออกยังขยายตัวได้ และติดลบต่ำสุด
“การส่งออกในครึ่งปีหลัง ยังมีปัจจัยลบเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังเปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูง แต่จะได้ผลดีจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และจากการหารือภาคเอกชนที่ยังประเมินตัวเลขส่งออกในอัตราต่ำที่ติดลบ 2% ถึงทรงตัว 0% ซึ่งในมุมมองของกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าเป็นไปได้สูงที่การส่งออกปีนี้อาจลบ 1% ถึงบวก 1% แต่เราจะพยายามผลักดันให้ขยายตัว 2-3% ต่ำกว่าเป้าทำงานที่ตั้งไว้ 5% และไม่ติดลบ 2% อย่างที่เอกชนประเมินไว้แน่นอน ซึ่งหากการส่งออกปีนี้จะได้บวก 1% หรือมูลค่า 2.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ครึ่งปีหลังการส่งออกเฉลี่ยต่อเดือนต้องมีมูลค่า 18,500 ล้านเหรียญสหรัฐ”
นายสุวิทย์กล่าวว่า ส่วนแผนการผลักดันการส่งออกเพื่อให้ขยายตัวเป็นบวกเกิน 1-2% ได้มีการแบ่งกลุ่มสินค้าและตลาดออกเป็น 4 ส่วน เพื่อทำแผนผลักดันให้เหมาะสม ทั้งการผลักดันและสนับสนุนสำหรับสินค้าที่มีศักยภาพส่งออกอยู่ และสินค้าหรือตลาดส่งออกที่ต้องเร่งแก้ไข ก็จะหามาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ซึ่งสินค้าที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักร ยางพารา และเคมีภัณฑ์ ส่วนตลาดที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยสั่งการให้เชิญผู้ประกอบการส่งออกรายใหญ่แต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม มาหารือเพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างไร ก่อนเสนอในการจัดประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่อไป

