หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘นิด้า’ คาดโค...

‘นิด้า’ คาดโควิด-19 ฉุดจีดีพีไทยปี 63 ติดลบ 8.4% ยังไม่รวมความเสี่ยงระบาดรอบ 2 หวั่นติดลบลึกกว่าเดิม

15.07.20 | 05:24 น.

‘นิด้า’ คาดโควิด-19 ฉุดจีดีพีไทยปี 63 ติดลบ 8.4% ยังไม่รวมความเสี่ยงระบาดรอบ 2 หวั่นติดลบลึกกว่าเดิม

นายยุทธนา เศรษฐปราโมทย์ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระดับมหภาพ จากการประเมินล่าสุด ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะหดตัวลง ติดลบ -8.4% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ไม่แตกต่างจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประมาณการไว้ เหตุผลเพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มได้รับผลกระทบมากขึ้นต่อเนื่อง หลังจากเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา ยุโรป ได้รับผลกระทบเพิ่มมากขึ้น รวมผลถึงผลกระทบที่ส่งต่อมาถึงภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวไทย ซึ่งได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงมาก แต่ยังไม่ได้รวมผลกระทบที่เกิดจากความเสี่ยงในประเทศ ที่หากมีการแพร่ระบาดไวรัสเกิดขึ้นระลอก 2 อาจทำให้เศรษฐกิจตกต่ำติดลบมากกว่า -8% ได้ เนื่องจากไทยจะกลับเข้าสู่การล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อควงคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีกครั้ง

นายยุทธนากล่าวว่า ในระยะถักไป หากเหตุการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 สามารถคลี่คลายได้เรื่อยๆ จะทำให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ตามลำดับ โดยในปี 2564 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตได้ประมาณ 6.9% ภายใต้เงื่อนไขการเปิดประเทศกลับมาเป็นปกติได้มากขึ้น การค้นพบวัคซีนต้านไวรัส นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาเที่ยวในไทย และเศรษฐกิจในต่างประเทศดูดีขึ้น โดยหากแยกประเมินตามองค์ประกอบที่ส่งผลทำให้เศรษฐกิจหดตัวลึกลงเรื่อยๆ เป็นผลมาจากภาคการส่งออก ซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เริ่มเห็นว่าการส่งออกได้รับผลกระทบชัดเจน เพราะติดลบไปกว่า -20% และภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมาก รวมถึงในแง่การลงทุนก็ปรับลดลงเช่นกัน ส่วนที่ดีที่สุดคือ การบริโภคของภาคเอกชน แม้จะติดลบลงไปประมาณ-2% ถึง -3% ก็ตาม

“ภาคส่วนที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจได้มากที่สุดคือ นโยบายภาครัฐ ทั้งมาตรการช่วยเหลือเยียวยา และการกระตุ้นการลงทุนต่างๆ แต่เนื่องจากภาครัฐมีบทบาทไม่ใหญ่มากนัก แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ แต่ก็ช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ไม่มากเท่าที่ควร โดยประเมินว่าไตรมาส 2/2563 จะเป็น ไตรมาสที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วนไตรมาส 3/2563 หากเริ่มมีการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น บวกกับเกิดการลงทุนในประเทศกลับมา ภาพเศรษฐกิจจะสามารถปรับตัวดีขึ้นได้ แต่ในภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยวไทยยังต้องรอทิศทางชัดเจนในต่างประเทศก่อน” นายยุทธนากล่าว

นายยุทธนากล่าวว่า วิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้ส่งผลกระทบค่อนข้างลึก เทียบเท่ากับวิกฤตเศรษฐกิจ (ต้มยำกุ้ง) ในช่วงปี 2540 ซึ่งโครงการแตกต่างกันมาก เนื่องจากในช่วงปี 2540 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี ซึ่งเป็นการใช้จ่ายภายในประเทศมากกว่า การบริโภคขยายตัวสูง การลงทุนขยายตัวได้ และมีสถาบันการกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามา แม้จะมีต้นทุนในเรื่องของการนำเข้าก็ตาม ซึ่งในขณะนั้นการส่งออกไทยยังไม่ได้เติบโตดีมากนัก จึงเกิดการขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และขาดดุลค่าเงินบาท เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมา จึงมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เน้นกระตุ้นการส่งออกและการท่องเที่ยว ทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ช่วงหลังจากปี 2540 จึงเน้นไปที่กำลังซื้อจากต่างประเทศมากกว่าการใช้จ่ายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งกลยุทธ์นี้ก็สามารถช่วยให้ประเทศฟื้นตัวและกลับมาดีขึ้นต่อเนื่องได้ แต่วิกฤตโควิด-19 ในขณะนี้ ความโชคร้ายคือ ไวรัสระบาดไปทั่วโลก ไม่จำกัดเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง ทำให้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะต้องเจอกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ค่อนข้างใหญ่ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2564 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่า จะสามารถคลี่คลายได้ช้าหรือเร็ว หากช้าก็ต้องเตรียมรับมือต่อไปอีก