นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยในงานสัมมนา “Mid-Year Global Economic Outlook and Investment Recommendation 2016” ว่า ธนาคารยังคงเป้าหมายอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ(จีดีพี) ปีนี้ 3% จากแรงขับเคลื่อนมาจากการลงทุนภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก และคาดว่าตัวเลขส่งออกติดลบ 2% แต่พบว่าแนวโน้มการติดลบมีทิศทางที่ลดลง ซึ่งไตรมาสที่ 4 น่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อยได้จากฐานต่ำปีก่อน อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่อาจจะกระทบการส่งออกได้มากจาประเทศเศรษฐกิจหลัก เพราะสัดส่วนการส่งออกไปไปกลุ่มประเทศเหล่านี้คิดเป็น 60-70% ของการส่งออกรวม ต้องติดตามผลกระทบต่อเนื่องกรณีเบร็กซิทว่าจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษบกิจอังกฤษและยุโรปอย่างไร รวมทั้งเศรษฐกิจจีนที่ยังชะลอตัว เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังอ่อนแอ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ ถือว่ามีแนวโน้มขยายตัวดี ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐ(เฟด) คาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยช่วงเดือนธันวาคมนี้ 1 ครั้ง 0.25% จากปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.25-0.50% และในปี 2560 อาจจะขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง คาดอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในกรอบ 1.00-1.50%
นายเชาว์กล่าวว่า สำหรับการประชุมนโยบายการเงิน(กนง.) ในวันที่ 3 สิงหาคม คาดว่ากนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับ 1.50% และน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยยาวไปจนถึงช่วงกลางปีหน้า ส่วนการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยไม่น่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจมากนักและอาจจะมีผลต่อกลุ่มตลาดเงินฝาก เพราะขณะนี้อัตราดอกเบี้ยต่ำอยู่แล้ว ทั้งนี้ ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยไทยและสหรัฐ ควรจะอยู่ที่ 0.25-0.50% ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นมาในระดับที่ใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยไทย ในระยะข้างหน้าอาจกนง. อาจจะต้องพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ เพราะความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยมีมากกว่า
นายเชาว์กล่าวว่า ขณะนี้แนวโน้มยังมีเงินไหลเข้า ทำให้ค่าเงินบาทยังอ่อนค่า มองกรอบสิ้นปี 36.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต้องติดตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเป็นสำคัญ รวมทั้งการผ่อนคลายนโยบายการเงินของยุโรปและญี่ปุ่น แต่ผลต่อค่าบาทจะไม่มากเท่ากับการผ่อนคลายของสหรัฐ

