หน้าแรก เศรษฐกิจ ติงแผนพัฒนากั...

ติงแผนพัฒนากัญชงไทยหลงทาง ควรมุ่งอาหารเสริมมากกว่าเครื่องนุ่งห่ม

22.07.20 | 08:48 น.

ผู้เชี่ยวชาญกัญชงติงแผนพัฒนาไทยหลงทาง ควรมุ่งอาหารเสริม-เครื่องสำอางมากกว่าเครื่องนุ่งห่ม จี้อย.ออกกฎหมายลูกกำหนดปริมาณสารซีบีดีผลิตจำหน่ายทั่วไป

สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรของสหประชาชาติ และอาจารย์ประจำวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมเรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์กัญชง สู่การผลิตในระบบอุตสาหกรรม” กับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชงอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร กระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า จากการติดตามแผนการพัฒนากัญชงของไทยเพื่อผลักดันให้เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ พบว่ายังเป็นทิศทางที่ไม่ถูกต้อง เพราะมุ่งเน้นการศึกษาเส้นใยจากลำต้น พัฒนาด้านเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอมากเกินไป ทั้งที่สัดส่วนผลิตนี้ในตลาดโลกของกัญชงมีเพียง 13% เท่านั้นจากมูลค่าตลาดรวมเมื่อปี 2019 หรือ 2562 สูงถึง 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือ ราว 1.4 แสนล้านบาท ขณะที่กลุ่มอาหารเสริม สินค้าเพื่อสุขภาพ และเครื่องสำอาง ซึ่งผลิตจากดอก ใบ เมล็ด ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค มีสัดส่วนมากถึง 67% ดังนั้นไทยควรมุ่งตลาดนี้มากกว่า เพราะมีศักยภาพด้านอาหารเสริมและความงามอยู่แล้ว

นายสุรพจน์ กล่าวว่า นอกจากการกำหนดทิศทางที่ถูกต้อง ชัดเจนแล้ว ประเทศไทยจะต้องปลดล็อกข้อกฎหมายต่างๆให้สามารถผลักดันกัญชงออกสู่ตลาดทั้งไทย และส่งออกต่างประเทศไทย โดยข้อกฎหมายสำคัญที่ควรมี คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ควรออกกฎหมายลูกกำหนดปริมาณสารซีบีดีที่ได้จากกัญชง ซึ่งมีฤทธิ์ด้านการหลับสบาย รักษาบาดแผล และบำรุงผิวพรรณ ให้สามารถผลิตจำหน่ายทั่วไปในกลุ่มอาหารเสริม เครื่องสำอาง ไม่เช่นนั้นจะจัดอยู่ในกลุ่มยา ทำให้ผลิตออกมาจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปได้ยาก

นายจตุพร กระจายศรี คณบดีคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหานคร กล่าวว่า กระทรวงอุตสหากรรมให้โจทย์ทดลองการใช้กัญชง เป็นส่วนผสมอาหารสัตว์ จึงได้นำร่องจากอาหารเลี้ยงไก่ เนื่องจากไก่ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 45 วัน โดยผลทดลองล่าสุดพบว่า การใช้ใบ และก้านกัญชงเป็นส่วนผสมในอาหารเลี้ยงไก่ ลดต้นเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ได้ เนื่องจากกระตุ้นความอยากอาหารของไก่มากขึ้น รวมทั้งกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ไก่แข็งแรงขึ้น ลดระยะเวลาการเลี้ยงจาก 45 วัน เหลือ 30-35 วัน ประหยัดต้นทุนอาหารเลี้ยงไก่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60-70% ของต้นทุนทั้งหมด หากมีการปลดล็อกการใช้กัญชงอย่างเป็นทางการแล้ว ทางมหาวิทยาลัย จะอบรมให้ความรู้วิสาหกิจชุมชนพื้นที่ต่างๆต่อไป รวมทั้งจะนำไปต่อยอดอาหารสัตว์ประเภทอื่น เช่น อาหารหมู