‘นิตินัย’ ย้ำเดินหน้าตามแผนลงทุน คว้าโอกาสโควิดฉุดผู้โดยสารวูบ พัฒนาสนามบินรอรับการกลับมา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 23 กรกฎาคม 2563 ที่ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ บรรยายกาศภายในงานสัมมนา “ลงทุน 2020 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างชาติ สร้างงาน” ที่จัดขึ้นโดยเครือมติชน

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. เปิดเผยระหว่างการเสวนาในหัวข้อ ลงทุน 2020 ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างชาติ สร้างงาน ว่า ทอท.บริหารท่าอากาศยานทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 86% สัดส่วนผู้โดยสารที่เข้าใช้บริการในสนามบินเป็นต่างชาติ 50% ส่วนที่เหลือเป็นประชาชนในประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมา ไทยมีความสงบทางการเมือง ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทอท. ภายใน 4 ปี (2559-2562) ที่ผ่านมา ทอท. สามารถทุบสถิติทำกำไรได้สูงสุดอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 มีผู้โดยสารใช้บริการรวมทั้ง 6 สนามบินอยู่ที่ 141-142 ล้านคน ขณะที่ขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารอยู่ที่ 101 ล้านคนต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 80 ล้านคนต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าสนามบินรองรับผู้โดยสารเข้ามามากเกินปริมาณสูงสุดที่จะรับได้กว่า 40% ซึ่งในปี 2563 คาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการรวมทั้งปีอยู่ที่ 38 ล้านคน เพราะผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 ส่วนปี 2564 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 55 ล้านคน

นายนิตินัยกล่าวว่า ทอท.ประมานการว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2565 จะเป็นเดือนแรกที่มีผู้โดยสารเข้าใช้บริการมากเทียบเท่าช่วงก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 ปี 2562 ก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 เพราะเดือนตุลาคม เป็นเดือนที่มีวันหยุดจำนวนมาก มีเทศกาลโกลเด้นวีค ตามมาด้วยเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสิ้นปีต่อเนื่องกับปีใหม่ โดยประเมินว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นที่ 128 ล้านคน ขณะที่ศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารจะปรับเพิ่มขึ้นมาเพียง 116 ล้านคนต่อปี จากการขยายโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ (North Expansion) ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปี 2567-2568 ซึ่งจะเห็นได้ว่ากว่าโครงการที่วางแผนไว้ในการลงทุนจะแล้วเสร็จ ต้องรอในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจึงจะเพิ่มมากขึ้นและจามจำนวนผู้โดยสารที่เข้ามาทัน เมื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด (S-Curve) ตั้งแต่ปี 2559-2562 ผ่านพ้นไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2563-2569 จะบริหารการดำเนินงานอย่างไรต่อไป

“คำถามคือ เมื่อเกิดการระบาดโควิด-19 เข้ามา ทอท.ต้องชะลอแผนการลงทุนหรือไม่ คำตอบคือ ไม่ต้องชะลอ เพราะแผนการขยายสนามบินที่วางไว้ทุกแผนงาน จะแล้วเสร็จภายหลังปี 2565 ในช่วงที่จำนวนผู้โดยสารตกท้องช้างในปี 2563-2565 ก่อนที่ผู้โดยสารจะกลับมาเท่าเดิม ทอท.จึงต้องดำเนินการตามแผนลงทุนที่วางไว้ เพื่อเตรียมรองรับผู้โดยสารที่จะกลับมาเท่าช่วงปกติ” นายนิตินัยกล่าว

Advertisement

นายนิตินัยกล่าวว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 สิ่งที่ทอท.จะดำเนินการต่อจากนี้คือ การผลักดันการเติบโตแบบก้าวกระโดดลูกที่ 2 ได้แก่ การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร การพัฒนาแหล่งขนส่งสินค้าที่ต้องใช้การบรรทุกหรือขนส่ง ที่เป็นการดำเนินการระหว่างประเทศ (คาร์โก้) เพื่อให้เป็นองค์กรที่สามารถช่วยเหลือประชาชนในการค้าขายผ่านการขนส่งได้ โดยเฉพาะเกษตรกร โดยสามารถนำสินค้าเกษตรมาขอใบรับรองมาตรฐานได้จากสนามบิน หลังจากนั้นสามารถนำไปขายที่ต่างประเทศได้ในราคาที่สูงมากกว่า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรไทย อาทิ มะม่วง 10 ลูก ขายในประเทศได้ลูกละ 20 บาท ผ่านการรับรองแล้วสามารถส่งไปขายยุโรปได้ในราคาลูกละ 2-3 ยูโร หรือประมาณ 70-100 บาทได้ และการพัฒนาดิจิตอลแพลตฟอร์ม ซึ่งภายในสนามบินมีเทคโนโลยีอยู่เต็มไปหมด โดยในอนาคตทุกอย่างจะเพิ่มโซลูชั่น หรือบริการที่ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นวิธีการแก้ปัญหา หรือตอบสนองต่อความต้องทางของลูกค้าแบบเฉพาะด้าน รวมถึงการซ่อมแซมการเติบโตแบบก้าวกระโดดลูกที่ 1 เพื่อรอการเติบโตแบบก้าวกระโดดลูกที่ 3 ซึ่งจะมาในปี 2570 ซึ่งจะเป็นปีที่มีการเพิ่มซัพพลาย เพื่อรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image