หน้าแรก เศรษฐกิจ ปตท.สผ.โชว์ผล...

ปตท.สผ.โชว์ผลดำเนินงานไตรมาส2 กำไรทะลุ 100% แต่รวมครึ่งปีกำไรลดลง 16.54% จากปีก่อน

28.07.16 | 16:49 น.

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/2559 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2559 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ไตรมาสที่ 2/2559 บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,661 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,299 ล้านบาท หรือ 102.82% ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2559 มีกำไร 8,285.82 ล้านบาท ลดลง 1,642 ล้านบาทหรือ 16.54% จากปีก่อนทำได้ 9,928.34 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปตท.สผ.ได้แจ้งผลการดำเนินงานว่า ในไตรมาส 2 ปี 2559 ปตท.สผ. และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิจำนวน 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2558 ที่มีกำไรสุทธิ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักจากค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้นและค่าตัดจำหน่ายที่ลดลงจำนวน 208 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการปรับปริมาณสำรองปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น รวมทั้งภาษีเงินได้จากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนลดลง เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจำนวน 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลงจำนวน 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากค่าบำรุงที่ลดลง อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายลดลง 329 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามราคาขายเฉลี่ยลดลงเป็น 36.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ แม้ว่าปริมาณการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 320,657 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดเดือนมิถุนายน ปี 2559 ปตท.สผ.และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 232 ล้านดอลลาร์สหรัฐลดลง 67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 299 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักเนื่องจากรายได้จากการขายลดลง 668 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงเป็น 35.84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบแม้ว่าปริมาณการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 325,257 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน อย่างไรก็ตาม ค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้นและค่าตัดจำหน่ายลดลง 418 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการปรับปริมาณสำรองปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น และการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ในไตรมาส 3/2558 รวมทั้งภาษีเงินได้จากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนลดลงรวมทั้งสิ้น 167 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ