หน้าแรก เศรษฐกิจ ล็อกดาวน์ประเ...

ล็อกดาวน์ประเทศฉุดกำไรบจ.Q2วูบ 40% บล.บัวหลวงแนะพอร์ตลงทุนผสมผสาน ลดความเสี่ยง คาดอีกปีครึ่งฟื้นปกติ

30.07.20 | 14:40 น.

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 1,280-1,450 จุด เนื่องจากปัจจุบันหุ้นไทยซื้อขายเฉลี่ยบนค่า P/E 22 เท่าของประมาณการกำไรต่อหุ้นปี 2563 และบนค่า P/E เฉลี่ย 16.7 เท่าของประมาณการกำไรต่อหุ้นปี 2564 เมื่อเทียบค่าเฉลี่ย P/E ในช่วง 10 ปีก่อนจะอยู่ประมาณ 16 เท่า ฉะนั้น การเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น หรือ December Rally ในช่วงปลายปีนี้อาจไม่เกิดขึ้น

นายชัยพร กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่กดดันตลาดหุ้น คือ 1.การชะลอตัวทางเศรษฐกิจคาดว่าจะยาวนานกว่าที่นักลงทุนคาดไว้ 2.ภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว และ 3.กำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ลดลงแรงกว่าที่คาด ทั้งนี้เป็นผลกระทบจากการล็อกดาวน์ประเทศในช่วงที่ผ่านมาจากการพยายามหยุดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบหนักที่สุดในช่วงไตรมาสสองที่ผ่านมา กำไรบจ.อาจลดลงเฉลี่ย 40% เทียบไตรมาสแรกลดลง 25% และอาจลดลงต่ำสุดแล้ว โดยจะค่อยๆเห็นการฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติในปลายปี 2564 หรืออาจใช้เวลาประมาณ 18 เดือน (1 ปี 6 เดือน)

นายชัยพร กล่าวถึงปัจจัยบวกที่จะสนับสนุนตลาดได้ในช่วงนี้ ได้แก่ 1.สภาพคล่องในระบบที่สูงมาก 2.สถานะสถาบันการเงินที่แข็งแกร่ง 3.อัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำ 0.50% ต่อปี และ 4. อัตราผลตอบแทนเงินปันผลของตลาดปีนี้เฉลี่ยที่ 2 – 2.2% ยังสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3ปีที่ 0.52% แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือ 1.การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบสอง 2.การควบคุม ผู้ติดเชื้อใหม่ในสหรัฐฯ และยุโรป 3.การเร่งค้นคว้าผลิตวัคซีนต้านโควิด-19

นายชัยพร กล่าวถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยว่า อาจมีลักษณะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ในรูป U-shaped เพราะพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนต่อจีดีพีค่อนข้างสูง กำไรบจ.จึงฟื้นตัวในรูป U-shaped เช่นกัน แต่การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยจะเป็นรูป V-shaped จึงแนะนำการลงทุนในครึ่งหลังของปีนี้ ด้วยกลยุทธ์ “Sector Rotation” หรือสลับเปลี่ยนกลุ่มลงทุนเป็นรอบๆ เน้นลงทุนหุ้นผสมระหว่างหุ้นเติบโตและกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ปันผลสูง และในช่วงตลาดยังผันผวน นักลงทุนจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนที่หลากหลายสินทรัพย์ แบ่งเป็น หุ้นกู้และตลาดเงิน 40%, ทองคำ 12% และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาฯ 7%, ตลาดหุ้นไทย 10% และตลาดหุ้นต่างประเทศ 31% โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นเวียดนาม และตลาดหุ้นฮ่องกง เน้นกลุ่มค้าปลีกออนไลน์ (e-commerce), กลุ่มซอฟต์แวร์บริการ (Software-as-a-Service) และกลุ่มการแพทย์ (Healthcare) เนื่องจากได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการแพร่ระบาดโควิด-19, การเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค และการทำงานจัดการขององค์กรทั่วโลกผ่านระบบออนไลน์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับหุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตที่ดี คือ กลุ่มส่งออกอาหารประเภท หมู ไก่ ทูน่า, กลุ่มบรรจุหีบห่อ และกลุ่มคอนซูเมอร์ไฟแนนซ์ ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลัง คือ กลุ่มร้านอาหาร, กลุ่มปิโตรเคมี, กลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น ส่วนกลุ่มที่คาดว่าจะฟื้นตัวช้า คือ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ และกลุ่มบริการ เช่น โรงพยาบาล และท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งอาจฟื้นตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปจนถึงสิ้นปีนี้หรือต้นปี 2564๐๐

Advertisement