ดีป้า รับปากปั้นสตาร์ตอัพไทยสู่ยูนิคอร์นภายในปี64
นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า ดีป้าได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2564 อยู่ที่ 1,080 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขใกล้เคียงกันกับปีก่อน แต่ที่เห็นว่าตัวเลขลดลงนั้น เนื่องจากได้ขอขยายการรับงบประมาณในการก่อสร้างอาคารที่ 4 และ 5 ของโครงการไทยแลนด์ดิจิทัลวัลเลย์ บนพื้นที่โครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ออกไปจัดสรรในปีงบประมาณ 2565 ประมาณอาคารละ 800 ล้านบาทแทน เพื่อให้รัฐบาลนำเงินไปจัดสรรในสิ่งที่จำเป็นก่อน
นายณัฐพล กล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี 2564 ที่ได้รับมาจะเน้นทำโครงการหลักๆ ที่สำคัญ ได้แก่ โครงการดิจิทัลสตาร์ตอัพในการสนับสนุนให้ประเทศไทยมีสตาร์ตอัพระดับซีรีส์เอ หรือกลายเป็นยูนิคอร์นของประเทศไทยให้ได้ภายในปี 2564, โครงการจัดอบรมด้านโรโบติก มีการจัดหลักสูตรร่วมกับสถาบันต่างๆ สร้างความรู้เกี่ยวกับโดรน ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) กับกลุ่มสถาบันอาชีวศึกษา โรงงาน โรงแรม เป็นต้น และการทำโครงการสมาร์ทซิตี้ ใน 26 จังหวัด
รวมถึงการการสร้างมาตรฐานสำหรับอุปกรณ์ไอโอที ที่ผลิตโดยนักพัฒนาและผู้ประกอบการในประเทศ อาทิ กล้องวงจรปิด โดยมีจุดประสงค์ เพื่อสร้างมาตรฐานที่จะเป็นแนวทางที่ผู้ผลิตอุปกรณ์สามารถยกระดับการพัฒนา และการผลิตให้สามารถนำออกให้บริการกับประชาชนได้อย่างมั่นใจและเป็นมาตรฐานสากล ทำให้สินค้าระดับคอนซูเมอร์มีมาตรฐานเดียวกันภายใต้ชื่อ DSure (ดีชัวร์) ที่มาจากคำว่า Digital Sure (ดิจิทัลชัวร์)
นายณัฐพล กล่าวว่า ผู้บริโภคในประเทศจะมีความมั่นใจในการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ผลิตโดยคนไทย มีมาตรฐานและการรับรองที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นทางการเลือกในการใช้เทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นเองไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ที่ผลิตจากต่างประเทศที่มีราคาสูงกล่าว หรือถูกเกินไปจนไม่น่าไว้วางใจ ทั้งนี้มาตรฐานที่ดีป้าจะพัฒนาขึ้น เป็นมาตรฐานที่ยึดเอาความสมัครใจและการรับรองตามหลักวิชาการ ไม่ใช่มาตรฐานตามกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่บังคับให้ผู้ประกอบการทั้งในหรือต่างประเทศจะต้องได้รับมาตรฐานนี้
สำหรับความคืบหน้าในการสร้างโครงการไทยแลนด์ ดิจิทัลวัลเล่ย์ งบประมาณ กว่า 3,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 30 ไร่ ในอีอีซีดีนั้น ขณะนี้ อาคารแรกงบประมาณ 48 ล้านบาท พื้นที่ 1,500 ตารางเมตร สำหรับบริษัทที่สนใจเช่าเป็นสาขา ได้ดำเนินการสร้างเสร็จสิ้นแล้ว และมีผู้เข้าจองพื้นที่เป็นสตาร์ตอัพ เต็มพื้นที่แล้ว ทั้งนี้ ยังคงเหลือบริษัทที่รอการเช่าอีก 10 บริษัท ซึ่งคาดว่าจะมาใช้อาคารที่สองในพื้นที่ 45,000 ตารางเมตร งบประมาณ 168 ล้านบาท คาดว่าจะเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2564 ซึ่งเปิดพื้นที่ในการทำงาน ทดลอง ทดสอบ ทั้งเทคโนโลยีเอไอ และบล็อกเชน
ส่วนตึกที่ 3 งบประมาณ 1,300 ล้านบาท พื้นที่ 40,000 ตารางเมตร อยู่ระหว่างการเปิดประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้าง ขณะที่ ดีป้าจะเริ่มโรดโชว์ให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะการเป็นแล็ปในการพัฒนาแอพพลิเคชัน 5G ให้มีสินค้าออกสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีวีอาร์ หรือเออาร์ ตลอดจนบริษัทดิจิทัลคอนเทนต์ มาใข้สำนักงานในประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องแข่งขันดึงนักลงทุนต่างชาติกับประเทศเวียดนาม และมาเลเซีย ให้ได้ ดังนั้น ประเทศไทยจะสู้ได้ก็ต้องมีการพัฒนาบุคลากรมารองรับงานดิจิทัลที่คาดว่าจะมีความต้องการสูงขึ้นด้วย
ขณะที่ อาคารที่ 4 และ 5 จะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2565 ด้วยงบประมาณอาคารละ 800 ล้านบาท พื้นที่อาคารละ 20,000 ตารางเมตร โดยอาคารที่ 4 เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านดิจิทัล โดยมีพื้นที่ให้ทดสอบทดลองและจัดกิจกรรม ส่วนอาคารที่ 5 เป็น พื้นที่รองรับดิจิทัลสตาร์ตอัพ และเป็นสำนักงานและมีพื้นที่โคเวิร์กกิ้งสเปซ และพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม

