“ถาวร” ลงพื้นที่ติดตามโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านการบิน และอวกาศอู่ตะเภา

24.08.20 | 15:24 น.

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ติดตามการดำเนินงานโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านการบินและอวกาศอู่ตะเภาณ ห้องประชุมสถานีการบิน กองการบินทหารเรือ โดยมี นายเจือ ราชสีห์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคม นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายทวี เกสิสำอาง อธิบดีกรมท่าอากาศยาน นายสำนึก รงค์ทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย รองผู้ว่าการฝ่ายบริหาร รักษาการผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) กระทรวงคมนาคม และคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ให้การต้อนรับ และร่วมรับฟังบรรยายสรุป

ทั้งนี้ พลเรือโท กฤชพล เรียงเล็กจำนงค์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา กล่าวต้อนรับ โดยการตรวจเยี่ยมและตรวจราชการครั้งนี้เป็นตรวจราชการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในพื้นที่จังหวัดระยองและจันทบุรี และประชมคณะคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดระยอง

การตรจราชการและติดตามการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลกรด้านการบินและอากาศ ณ กองการการบินทหารเรือ มีรายละเอียด ดังนี้

1. แผนพัฒนาท่ากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา รูปแบบวิธีการลงทุน PPP การบูรณาการโครงการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา โดย นายโชคชัย ปัญญายงค์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า วิธีการลงทุน PPP ทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและคล่องตัว ความเชี่ยวชาญจากเอกชน และคุณภาพในการให้บีการ ลดภาระการลงทุนและการใช้ทรัพยากรของรัฐ รวมทั้งลดความเสี่ยงในการลงทุนของรัฐทุก ๆ ด้าน และสามารถนำเทคโนโลยี ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประาบการณ์จากเอกชนที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารจัดการ

โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการฯ เพื่อเป็น EEC Airport การเป็นสนามบินระดับโลก การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค (Aviation Hup) รวมทั้งรอฝรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน (3rd Bangkok Airport) และการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีแก่บุคลากร (Technology) ทั้งนี้จากผลการศึกษา
ด้านการเงิน โครงการพัฒนาสนามบินและเมืองการบินภาคตะวันออก มีมูลค่าเงินลงทุนโครงการ จำนวน 293,699 ล้านบาท และคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ในปี 2568

Advertisement

2. ความคืบหน้าแผนงานการให้บริการเดินอากาศ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา โดย นายสมนึก รงค์ทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท. มีหน้าที่เตรียมการเพื่อจัดให้มีบริการจราจรทางอากาศและระบบเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศเพื่อรองรับการ เปิดใช้งานเฟสใหม่ อยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และกลุ่ม UTA (บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด) เพื่อกำหนดพื้นที่ในการก่อสร้างหอบังคับการบินและจุดวางตำแหน่งระบบอุปกรณ์ต่าง ๆ ในสนามบิน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อ บวท. จะได้ดำเนินการขอความเห็นชอบการลงทุนและเริ่มดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

อีกทั้ง ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือกับกองทัพเรือเพื่อเตรียมการถ่ายโอนงานและบุคลากรให้สามารถเตรียมการได้ทัน รวมถึงการจัดทำข้อตกลงต่าง ๆ เพื่อให้สนามบินอู่ตะเภามีขีดความสามารถสูงสุดทั้งในภารกิจด้านความมั่นคงของกองทัพเรือและด้านการบินเชิงพาณิชย์ สำหรับการเข้าดำเนินงานของ บวท. ครั้งนี้ มีการจัดเตรียมเทคโนโลยีและระบบอุปกรณ์ทันสมัยต่างๆ ที่มีมาตรฐานและศักยภาพระดับสากลเข้าใช้งาน เพื่อให้เชื่อมโยงเข้ากับระบบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการการเดินอากาศ (TMCS : Thailand Modernization CNS/ATM System) ซึ่งเพิ่งเปิดใช้งานพร้อมกันทั่วประเทศไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเข้ากับระบบควบคุมจราจรทางอากาศเขตสนามบินและเขตประชิดสนามบินของดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เพื่อให้เป็นสามสนามบินหลักในพื้นที่ส่วนกลางของประเทศที่อยู่ภายในเขตบริหารจัดการเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งสามสนามบินมีความสะดวกคล่องตัวลดปัญหาความล่าช้าและมีประสิทธิภาพการบินดียิ่งขึ้น

3. โครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ

นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย รองผู้ว่าการฝ่ายบริหาร รักษาการผู้ว่าการ สบพ. กล่าวว่า โครงการก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศอู่ตะเภา ของ สบพ. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โดยได้รับการจัดสรรพื้นที่จากสำนักงานบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของกองทัพเรือ โดย สบพ. ได้บริหารจัดการพื้นที่ ดังนี้

– สิ่งปลูกสร้างเดิม สาธารณูปโภคในพื้นที่
– การสำรวจด้านปฐพีกลศาสตร์ (การเจาะสำรวจดิน ขุดเก็บตัวอย่างดินจากหลุมทดสอบ งานทดสอบดินด้วยวิธีอัดความดัน ผลการทดสอบในสนาม และในห้องปฏิบัติการ
– การวางผังอาคารเพื่อประหยัดพลังงาน
– หลักเกณฑ์ตามาตรฐานสากลของ ICAO ในเรื่องความสูงอาคาร ต้องไม่เกิน 45 เมตร เนื่องจากโครงการตั้งอยู่ภายนอเขต AIRSIDE ของสนามบิน

– หลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากลของ ICAO ในเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากพื้นที่โครงการตั้งอยู่ภายนอกเขตท่าอากาศยาน ดังนั้นข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตาม ICAO จะมีเพียงเรื่องความสูงของอาคารเท่านั้น
– หลักเกณฑ์การออกแบบอาคาร ต้องยึดหลักตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และกฎหมายว่าด้วยกาควบคุมอาคารอื่น ๆ ของประเทศไทย มาตรฐานของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงาน กฎหมายว่าด้วยการผลิตพลังงานควบคุม กฎหมายว่าด้วยการสงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และสถาบันอาคารเขียวไทยและ หรือเกณฑ์มาตรฐานของ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design)

ทั้งนี้ ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุป นายถาวรเสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมนาคม พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมพื้นที่โครงการฯ ณ พื้นที่โดยรอบท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา