‘สทนช.’เตรียมเสนอรัฐบาลเร่งแผนหลักลุ่มน้ำยมเพิ่มจุดเก็บน้ำ-ชะลอน้ำตอนบน ตัดยอดน้ำหลาก
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ประเทศไทยได้รับผลกระทบปริมาณฝนที่ตกหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากพายุโซนร้อนซินลากู พายุโซนร้อนฮีโกส และอิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีพื้นที่น้ำท่วมรวม 20 จังหวัด
นายสมเกียรติกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังส่งผลให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงตั้งแต่จังหวัดเชียงรายถึงจังหวัดอุบลราชธานี มีระดับน้ำผันผวนโดยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝนที่ตกนี้ทำให้เกิดผลดีมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั้งประเทศรวม 4,500 ล้าน ลบ.ม. โดย 3 อันดับสูงสุด ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ 1,594 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี 494 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนภูมิพล จ.ตาก 400 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังน้อยกว่าที่คาดการณ์ ปัจจุบันยังไม่มีอ่างฯขนาดใหญ่ที่มีน้ำมากกว่า 80% แต่ผลที่ได้คือ อ่างฯ ที่มีน้ำน้อยกว่า 30% มีจำนวนลดลง จาก 26 แห่ง เหลือ 14 แห่ง เนื่องจากฝนตกในที่เดิมซ้ำๆ ทำให้เกิดน้ำหลากจุดเดิมซึ่งยังคงมีอ่างฯ อีกหลายแห่งที่ต้องการน้ำที่อาจเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งถัดไปได้
นายสมเกียรติกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมแม่น้ำยมขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบประชาชนโดยเร่งด่วน เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ปัจจุบันพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เลยจุดสูงสุดของระดับน้ำแล้ว และจะลดลงตามลำดับ ซึ่งปัจจุบันมวลน้ำท่วมสูงสุดได้ไหลผ่านอำเภอเมือง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ และปริมาณน้ำที่ไหลผ่านอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ระดับน้ำได้ลดลงต่ำกว่าระดับตลิ่งแล้วโดย กอนช.ประเมินปริมาณน้ำหลากในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีทั้งหมด 384 ล้าน ลบ.ม. ไหลผ่านไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ คงค้าง และอยู่ในระหว่างเร่งระบายในพื้นที่อีกประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.
นายสมเกียรติกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีพื้นที่น้ำท่วมในเขตจังหวัดสุโขทัยและพิษณุโลก 73,481 ไร่ และคาดการณ์ว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสิ้นเดือนนี้ ทั้งนี้ มวลน้ำหลากดังกล่าวสามารถเก็บกักปริมาณน้ำหลากไว้ในลำน้ำสายหลักและสาขาในทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ได้ประมาณ 100 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเป็นปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ โดยปริมาณน้ำส่วนที่เหลือคาดว่าจะไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ในอัตราสูงสุด 1,238 ลบ.ม.ต่อวินาที และจะไหลลงมาที่เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ในวันที่ 2 กันยายนนี้ ในอัตรา 200 ลบ.ม./วินาที
นายสมเกียรติกล่าวต่อว่า โดย กอนช. ได้มอบหมายให้กรมชลประทานดำเนินการผันน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันตกในอัตรา 93 ลบ.ม.ต่อวินาที และฝั่งตะวันออกในอัตรา 62 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อเก็กกักน้ำไว้ในระบบชลประทาน และสามารถใช้เป็นน้ำต้นทุนส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรที่กำลังขาดแคลนน้ำอยู่ในปัจจุบัน ผ่านระบบชลประทาน จะส่งผลประโยชน์ต่อพื้นที่ตอนล่างแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำส่วนหนึ่งอีกด้วย และผันน้ำผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก คลองระพีพัฒน์ไปยังสถานีสูบน้ำคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อสูบน้ำส่งไปเก็บในอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี
“นายกรัฐมนตรีมีข้อห่วงใยต่อการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำยมอย่างเบ็ดเสร็จ โดยสั่งการให้ สทนช.เตรียมแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำยมทั้งระบบ โดยเฉพาะการเพิ่มจุดเก็บกักน้ำ และชะลอน้ำทุกรูปแบบในพื้นที่ต้นน้ำเพื่อลดผลกระทบน้ำท่วมและเก็บกักน้ำไว้ในฤดูแล้ง โดยลุ่มน้ำยมตอนบนระยะเร่งด่วนเริ่มดำเนินปี 2564 ได้แก่ อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและติดตั้งระบบเตือนภัย ระยะสั้น เริ่มปี 2565-2566 ได้แก่ พัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนขนาดกลางและขนาดเล็ก ระยะยาว (หลังปี 2570) ได้แก่ พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำในลำน้ำยม ซึ่งต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และความต้องการของประชาชนในพื้นที่มาพิจารณาด้วย ในลุ่มน้ำยมตอนล่าง” นายสมเกียรติ กล่าว

