‘ฐากร’ฉายภาพ‘5G’ยกระดับประเทศ ทั้งสังคม-ศก.-การเมือง
คณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานจัดประชุมนัดแรก เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ของไทยทุกภาคส่วน
ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการว่าด้วยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ 5G ของประเทศไทย ระยะที่ 1 เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยกำหนดเป้าหมายการพัฒนาเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะ 2 ปี (พ.ศ.2564-2565) และระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570)
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบดำเนินการ 2 โครงการนำร่อง คือ 1.โครงการนำร่องเกษตรดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี 5G ณ ศูนย์ฝึกอบรมผาหมี อ.ดอยตุง จ.เชียงราย และโครงการนำร่องเกษตรดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี 5G ณ โครงการร้อยใจรักษ์ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ 2.โครงการนำร่องโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) ในโรงพยาบาลศิริราชยังมีอีกหลายภาคส่วนที่จะได้รับประโยชน์จาก 5G เพื่อผลักดันให้ไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลได้เร็วขึ้น
หนึ่งในคีย์แมนที่ร่วมผลักดัน 5G ในไทย คือ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มาช่วยฉายภาพประโยชน์ของ 5G ที่มีต่อประเทศไทยในด้านต่างๆ

“ฐากร” เกริ่นว่า การประมูล 5G นอกจากจะนำรายได้จากการประมูลเข้าสู่ภาครัฐแล้ว ยังจะช่วยพัฒนาประเทศได้มากมาย ทั้งด้านสาธารณสุข ภาคผลิต ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และอื่นๆ ที่ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากมาย และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น
ประโยชน์ 5G ที่เห็นชัดเจนอันดับแรกคือการรับมือกับโควิด-19 ซึ่งถือเป็นโชคดีของประเทศที่จัดการประมูล 5G เสร็จเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 ก่อนจะเจอกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ต้องล็อกดาวน์ประเทศ ทำให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมีคลื่นสัญญาณความถี่ใช้งาน “Work from home” อย่างรวดเร็ว
หากไม่มีการประมูล 5G เชื่อว่าจะเดือดร้อนกว่าเดิม ซึ่งช่วงวิกฤตโควิด-19 มีการใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มมากถึง 100 เท่า แต่ที่ผ่านมาสามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาการร้องเรียน
“นอกจากนี้ ช่วงโควิด-19 ระบาด โรงพยาบาลหลายแห่ง อาทิ รพ.บำราษฎร์นราดูร รพ.ศิริราช ก็มีการใช้งานรถไร้คนขับ โดยใช้คลื่น 5G ก่อนที่ผมจะพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสำนักงาน กสทช. มีโอกาสได้นำรถไร้คนขับ ไปใช้ในการส่งยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ให้คนไข้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้กับบุคลากรทางการแพทย์” ฐากรกล่าวประเดิมถึงประโยชน์ 5G
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจโรคผ่านระบบ 5G คนไข้ที่ยังไม่มีอาการเร่งด่วนต้องเข้ามารักษาใน รพ. คุณหมอจะวินิจฉัยด้วยระบบ 5G พร้อมสั่งยาส่งให้คนไข้ทางไปรษณีย์
เมื่อเรานำ 5G มาพัฒนาเป็น Smart Hospital จะมีส่วนช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำการรักษาของสังคมไทย ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะเข้ารับการรักษาที่ไหน เพียงเสียบบัตรประชาชนก็จะขึ้นประวัติการรักษาของคนไข้ แพทย์มีฐานข้อมูลในการวินิจฉัย คนไข้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
“ขณะนี้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลยังเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้น้อย ทาง “กสทช.” จึงนำร่องช่วยประชาชนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพบหมอที่โรงพยาบาล แต่หมอจะตรวจผ่านระบบ Smart Hospital ด้วยระบบ 5G ใน 4 โรค คือ 1.โรคเกี่ยวกับตา 2.โรคเบาหวาน 3.โรคความดัน และ 4.โรคผิวหนัง” ฐากรบอกอธิบายถึงประโยชน์ของ 5G ต่อระบบสาธารณสุขและสังคมของไทย
ส่วนด้านเศรษฐกิจ “ฐากร” บอกว่า 5G จะช่วยเพิ่มผลผลิตภาคธุรกิจมากขึ้น ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มศักยภาพของไทยในการแข่งขันตลาดโลก โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ต้องเร่งขยายโครงข่ายโดยเร็ว
นอกจากนี้ 5G ยังจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ผู้ขายกับลูกค้า เจรจาตกลงราคาได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
ในอนาคตข้างหน้า คงไม่มีอะไรขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะทุกสิ่งถูกหลอมรวมไว้ในระบบโทรคมนาคมอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง ระบบการสินเชื่อของธนาคารจะไม่ใช้คนอีกต่อไปแล้ว อนาคตข้างหน้าจะใช้ AI มาตรวจสอบคำขอสินเชื่อต่างๆ
“ฐากร” ให้ความเห็นว่า สิ่งที่ต้องเร่งรัดดำเนินการให้เร็วที่สุดก็คือแพลตฟอร์ม “โอทีที” (Over the top) ของประเทศเราเอง เมื่อไตรมาสที่ผ่านมาโอทีที อย่าง “เฟซบุ๊ก” มีรายรับที่เพิ่มขึ้นเป็นมหาศาล “ช้อปปี้” รายรับเพิ่มขึ้น 300-400% หรือ “แกร็บ” มีรายรับจำนวนมาก
ประเทศไทยควรมีแพลตฟอร์มเหล่านี้เช่นกัน เนื่องจากรายได้ดังกล่าวไม่ใช่รายรับของประเทศ จึงควรวางแผนพัฒนาสร้างแพลตฟอร์มให้ดีที่สุด เพื่อที่จะแข่งขันกับต่างประเทศได้
“แน่นอนว่าคนที่จะพัฒนาสร้างสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ใครอื่นไกล หากแต่เป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ นักศึกษาของเรานั่นเอง ขอเพียงอย่าปิดกั้นไอเดียของพวกเขา แต่จงสนับสนุนและให้คำปรึกษาพวกเขาเหล่านั้น ที่จะมาเป็นกำลังช่วยพัฒนาประเทศกันดีกว่า และจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากรัฐบาล” ฐากรแนะนำ
แล้ว 5G จะช่วยเปลี่ยนแปลงและยกระดับการเมืองได้อย่างไร “ฐากร” อธิบายว่า ขอยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องระบบของการเลือกตั้ง ในอนาคตหลังติดตั้ง 5G เรียบร้อย ประชาชนสามารถเดินเข้าคูหา ถ่ายรูปยืนยันตัวตน เสียบบัตรประชาชนเข้าไปในระบบ เพียงเท่านี้ก็ใช้สิทธิลงคะแนนได้เลย นอกจากอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนแล้ว ยังง่ายต่อการตรวจสอบการยืนยันสิทธิ ผลคะแนนออกมารวดเร็ว ง่ายต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ และช่วยประหยัดงบประมาณการจัดการเลือกตั้ง ที่แต่ละครั้งต้องใช้เงินถึง 3-4 พันล้านบาท
2.อิทธิพลของโซเชียล มีเดีย จะส่งผลต่อการหาเสียงของนักการเมืองต้องเปลี่ยนไป เพราะจะช่วยตรวจสอบการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงได้ง่าย หากนักการเมืองทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เมื่อมีคนเห็นก็สามารถบันทึกหลักฐาน นำมาเผยแพร่สู่สาธารณชนและฟ้องร้องดำเนินคดีได้
ที่ผมเคยบอกว่าโอทีที มีอิทธิพลต่อการเลือกผู้นำประเทศนั้นเป็นเรื่องจริง ยกตัวอย่างประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐ ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ชนะการเลือกตั้งมาจากอิทธิพลของโซเชียล มีเดีย ที่ประชาชนเป็นคนเลือก
“หรืออย่างการเลือกตั้งของไทยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการหาเสียง เสนอนโยบาย ถึงแม้ว่าขณะนั้น 5G จะยังมาไม่ถึง แต่เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลง หลายพรรคเลือกใช้โซเชียลมีเดีย เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหาเสียงที่เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและเป็นวงกว้าง เพราะฉะนั้นนักการเมืองต้องปรับตัวให้ทัน และนำมาใช้อย่างถูกวิธี” ฐากรยืนยันว่าโซเชียล มีเดีย และ 5G จะช่วยให้การเมืองไทยเปลี่ยนโฉมใหม่
เมื่อแหย่ถามว่ามีความสนใจอยากจะลงเล่นการเมืองไหม “ฐากร” ตอบว่า ตอนนี้ยังไม่ได้คิดที่จะลงเล่นสนามการเมือง แต่ยอมรับว่าการเมืองก็เป็นอีกความใฝ่ฝัน แต่ทั้งนี้ การจะลงเล่นการเมืองนั้นต้องสามารถทำอะไรให้กับประเทศได้ หากยังทำไม่ได้เราอย่าเข้าไปดีกว่า
“ปัจจุบันถึงแม้ระบบการเมืองไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ผมเชื่อว่าการมีระบบโทรคมนาคมที่ดีจะมีส่วนช่วยพัฒนาระบบการเมืองไทยให้ดีขึ้นอย่างแน่นอน” ฐากรย้ำ และมั่นใจว่า 5G จะช่วยพลิกโฉมการเมืองไทย
เป็นการฉายภาพจากอดีตเลขาฯ สำนักงาน กสทช. ให้เห็นคร่าวๆ ว่า 5G จะช่วยยกระดับประเทศในด้านต่างๆ อย่างไรบ้าง เพียงแต่ว่ารอการเปลี่ยนแปลงและผลประโยชน์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นให้เห็นได้เร็วช้าแค่ไหน

