ราคาน้ำมัน กับ เศรษฐกิจโลก โดย วีรพงษ์ รามางกูร

การที่ราคาน้ำมันโลกดิ่งหัวลงมาอย่างหนัก ในช่วงปลายปี 2558 และต้นปี 2559 ที่ลดต่ำลงมาทะลุ 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้เกิดคำถามหลายคำถาม คำถามแรก ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงมาอย่างรวดเร็วขนาดนี้ ถึงจุดที่ต่ำสุดแล้วหรือยัง

ราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับนี้เป็นระดับที่ถ้ารวมต้นทุนการขุดเจาะทั้งหมดแล้วเป็นราคาที่บ่อน้ำมันทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นแท่นขุดเจาะกลางทะเลหรือแหล่งขุดเจาะบนพื้นดินทุกบ่อขาดทุนหมดแต่ถ้าคิดเฉพาะต้นทุนการดูดน้ำมันขึ้นมาหลังจากที่ลงทุนขนาดใหญ่ไปแล้วราคา30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลยังคุ้มค่าการดำเนินการดูดน้ำมันดิบขึ้นมาขายอยู่ และดีกว่าจะหยุดเจาะเพื่อดูดน้ำมันขึ้นมาขาย

ต้นทุนของการบำรุงรักษา อุปกรณ์เครื่องมือในการขุดเจาะและดูดน้ำมันขึ้นมา มีต้นทุนที่สูงกว่าต้นทุนของการบำรุงรักษาอุปกรณ์เครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือที่ปล่อยทิ้งไว้ โดยไม่ทำงานและเหมือนกับต้นทุนการบำรุงรักษาเครื่องจักรในโรงงานที่หยุดเดินเครื่องจักรได้ทำการผลิตและมีสูงกว่ายอดของการขาดทุนจากการขายสินค้าที่ผลิตได้แต่สามารถเดินเครื่องจักรได้เพราะต้นทุนการบำรุงรักษาและเปิดการเดินเครื่องจักรใหม่ มีต้นทุนสูงกว่า

ด้วยเหตุนี้ การลดการผลิตน้ำมันดิบจึงทำอย่างรวดเร็วไม่ได้ ทำได้เพียงค่อยเป็นค่อยไป หรือลดลงได้ด้วย ส่วนทางด้านความต้องการใช้น้ำมันลดลงตามลำดับ จากการที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง ประกอบกับการค้นพบเทคโนโลยีที่ใช้ทดแทนพลังงานจากปิโตรเลียมที่มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ

ที่เคยมีการพยากรณ์กันว่า ปริมาณสำรวจน้ำมันดิบจะหมดลงในอีก 80-100 ปีข้างหน้าก็คงจะไม่เป็นจริงเสียแล้ว เพราะการที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างมากในขณะนี้ย่อมเป็นการแสดงว่า ปริมาณน้ำมันดิบที่มีสำรองอยู่ยังมีมากมาย และสามารถค้นพบแหล่งน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น แหล่งน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติ ยังมีอยู่อีกมาก ตัวเลขที่ใช้เป็นพื้นฐานของการขยายตัวไม่น่าจะถูกต้องนัก

การที่ราคาน้ำมันถูกลงอย่างรวดเร็ว จะทำให้โครงสร้างการผลิตและการใช้พลังงานระหว่างน้ำมันดิบ แก๊สธรรมชาติและถ่านหินเปลี่ยนไป ผลกระทบต่อราคาถ่านหินจะมีมากที่สุดรองลงมาก็คือราคาแก๊สธรรมชาติ

ราคาถ่านหินจะถูกกระทบมากที่สุดเพราะไม่ว่าจะเป็นถ่านหินหรือถ่านลิกไนต์จะถูกกระทบมากที่สุดเพราะเป็นพลังงานที่ชาวโลกถือว่าเป็นพลังงานที่สกปรกที่สุดเพราะมีผลต่อแก๊สเรือนกระจกมากที่สุดขณะเดียวกันค่าขนส่งก็แพงที่สุดเพราะส่งทางท่อไม่ได้เหมือนน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ ขณะนี้ราคาถ่านหินที่เหมืองมีราคาเข้าใกล้ศูนย์ ราคาถ่านหิน หน้าโรงไฟฟ้าเข้าใกล้ราคาค่าขนส่งหรือบางแห่งต่ำกว่าค่าขนส่งเสียแล้ว เพราะเหมืองถ่านหินหยุดผลิต เสียหายกว่าผลิตแล้วขายขาดทุน ถ่านหินมีปัญหาเรื่องการเก็บสต๊อกเพราะง่ายต่อการมีอัคคีภัย ทำให้มีต้นทุนในการดูแลสูง

นอกจากนั้นยังมีผลกระทบต่อโครงการพลังงานทดแทนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานจากแสงอาทิตย์ โครงการจากลม และที่สำคัญโครงการพลังงานชีวมวล ที่ผลิตแอลกอฮอล์จากพืชพลังงานต่าง ๆ เช่น น้ำมัน น้ำตาล และแป้ง ที่เคยเป็นสาเหตุของการขยายพื้นที่เพาะปลูก น้ำมันรวมทั้งยางพาราด้วย โครงการผลิตพลังงานทดแทน เกือบทั้งหมดคงต้องประเมินความเป็นไปได้ของโครงการใหม่

ปฏิกิริยาของกลุ่มเอ็นจีโอต่อสภาวะการลดลงของราคาน้ำมันแก๊สธรรมชาติและถ่านหินหรือพลังงานจากฟอสซิลจะเป็นอย่างไร เพราะพลังของตลาดและกำไร และการแข่งขันย่อมเป็นพลังที่ต่อต้าน ขัดขวางได้ยาก ถ้าหากประเทศต่าง ๆ หันกลับมาใช้พลังงานที่ราคาถูกกว่า

ประเทศที่จะได้ประโยชน์จากการที่ราคาน้ำมันลดลงที่เป็นประเทศใหญ่ที่กำลังมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงและมีแนวโน้มว่าอัตราการขยายตัวจะยังค่อยๆลดลงได้จีนและอินเดียซึ่งเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิก็จะได้ประโยชน์จากการลดลงของราคาน้ำมันอย่างเต็มที่รองลงมาก็คงจะเป็นประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และอาจจะรวมถึงอินโดนีเซีย และประเทศไทยด้วย แต่เมื่อหักผลเสียจากการลดลงของราคาสินค้าส่งออกจากภาคเกษตรกรรมแล้วก็ไม่แน่ว่าผลกระทบสุทธิจะเป็นเท่าใด

การลดลงของพลังงานเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน2558มาจนถึงขณะนี้พฤติกรรมของนักเก็งกำไรก็มีส่วนอย่างมากเพราะก่อนหน้านั้นบรรดากองทุนเก็งกำไรต่าง ๆ ต่างก็พากันขายน้ำมันและสินค้าขั้นปฐม หรือวัตถุดิบล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าลดลงอย่างหนัก เงินทุนที่สหรัฐปล่อยออกมาในโครงการคิวอีจึงถูกนำมาใช้ในการเก็งกำไรราคาน้ำมันขาลงด้วย แม้ว่าจะทางการสหรัฐและหลายโครงการพยายามซื้อน้ำมันดิบเก็บไว้จนล้นถังไม่มีที่เก็บ ก็ไม่สามารถยับยั้งการเทขายน้ำมันออกมาในตลาดโลกได้ เมื่อโอเปกนำโดยซาอุดีอาระเบีย และอิหร่าน หลุดพ้นจากการถูกคว่ำบาตรไม่ให้ส่งออกน้ำมันดิบได้ ตลาดน้ำมันดิบจึงพังทลายลงทันที

การลดลงของราคาน้ำมันครั้งนี้ จะทำให้ภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเป็นภูมิภาค ที่ได้เปรียบเพราะการที่ราคาน้ำมันจะเป็นตัวช่วยชะลอการอ่อนตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี

นโยบายราคาพลังงานเป็นสิ่งต้องคิดให้รอบคอบแทนที่จะลดราคาพลังงานลงในสัดส่วนที่เท่ากันของการลดลงของราคาพลังงานเราควรถือโอกาสเก็บเงินเข้ากองทุนให้มากขึ้นเพราะจะเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญเพื่อที่จะนำไปใช้ในโครงการประหยัดพลังงานเป็นเงินทุนในการพัฒนาระบบขนส่ง ระบบการขนส่งมวลชน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ให้กว้างขวางและทันสมัยมากขึ้น แทนที่จะนำเอาไปลดราคาพลังงานซึ่งจะเป็นการกระตุ้นการใช้พลังงาน อย่างไม่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ยิ่งจะทำให้ปัญหาการจราจรติดขัดมากยิ่งขึ้น

ถ้าหากภาวะเศรษฐกิจ 3-5 ปีข้างหน้ายังเป็นช่วงเศรษฐกิจขาลง การไม่ลดราคาพลังงานอย่างมากก็จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการลดการใช้พลังงาน หรืออย่างน้อยก็จะชะลอการเพิ่มขึ้นของปริมาณการใช้พลังงาน อันจะมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายเพื่อการนำเข้าพลังงานลดลง อันจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไม่ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น เพราะการลดลงของรายรับจากการส่งออกสินค้าและบริการ เป็นโอกาสดีที่ภาวะเงินเฟ้อในขณะนี้ไม่มีปัญหา ปัญหาคือภาวะเงินฝืด กล่าวคืออัตราเงินเฟ้อต่ำเกินไป หากราคาพลังงานซึ่งถูกกำหนดโดยนโยบายของรัฐบาล ทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงไปอีกก็น่าจะเป็นอันตรายต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การที่ราคาน้ำมันในตลาดลดลง จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของเรา ก็คือเราสามารถเก็บส่วนที่เราประหยัดได้จากรายจ่ายนำเข้าลดลง ไปลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต

นโยบายเศรษฐกิจมหภาคในขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำ หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าอยู่ในภาวะ “กับดักสภาพคล่อง” กล่าวคือสถาบันการเงินกลายเป็นกับดักสภาพคล่องคือมีเงินล้นธนาคารและสถาบันการเงิน ความจำเป็นที่ภาครัฐบาลจะต้องลงทุนให้มากขึ้นเพื่อเป็นช่องทางให้ภาคเอกชนลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักร รับเทคโนโลยีใหญ่ เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเสียใหม่ เป็นเรื่องที่ถูกต้องและถูกทางมากกว่า

การกระตุ้นให้ครัวเรือนใช้จ่ายเพื่อการบริโภค โดยการเพิ่มเงินเข้าไปในภาคครัวเรือนอย่างที่ทำกันอยู่ ในรูปของโครงการประกันราคาสินค้าเกษตร ซึ่งต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก และเป็นเรื่องชั่วคราว ไม่ยั่งยืน ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

เหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านไปค่อนข้างรวดเร็วปัญหาที่ต้องรับมือแก้ไข ทั้งในด้านการส่งออก การเจรจา ปัญหาเรื่องการลงทุนที่นักลงทุนต่างประเทศออกข่าวว่าจะย้ายฐานการลงทุนออกจากประเทศไทยไปประเทศเวียดนามบ้างประเทศอินโดนีเซียบ้างล้วนแล้วแต่เป็นข่าวในทางลบกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ในยามเศรษฐกิจขาลงข่าวคราวทางเศรษฐกิจเกือบทุกเรื่องมักจะเป็นข่าวที่ไม่เป็นบวกทั้งจากนักลงทุนและสื่อมวลชนในต่างประเทศ

เราจึงต้องตั้งสติกันให้ดี

บทความก่อนหน้านี้เอสแอนด์พีเปิดเมนูวาเลนไทน์ ทุกอย่างสตรอเบอรี่
บทความถัดไปประกันแจงแล้ว หลังสามี ร้องเรียนปม บริษัทแจ้งเมียตาย ทั้งที่ยังนอนรักษาตัว