นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ประจำเดือนสิงหาคม ที่โรงแรมดุสิตธานี ว่า ที่ประชุมกกร.ได้ ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง พบว่า มีปัจจัยเสี่ยงคือ เศรษฐกิจโลกที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด 3 เรื่อง คือ 1.ค่าเงินบาท ที่มีแนวโน้มแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และมีความผันผวนจนกระทบต่อการกำหนดราคาสินค้า หากปรับราคาในส่วนของสกุลดอลลาร์เพิ่มขึ้นเพื่อให้เงินบาทเท่า เดิม ผู้ซื้ออาจไม่เข้าใจ ถ้าเงินบาทแข็งค่าเพราะเศรษฐกิจเข้มแข็งก็ไม่กังวล แต่ถ้าแข็งค่าจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้น อยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ดูแลส่วนกรอบค่าเงินที่เหมาะสมนั้นคงไม่สามารถระบุได้เพราะต้องเทียบกับประเทศคู่แข่งของไทย 2.ประเด็นสหราชอาณาจักรที่แยกตัวจากสหภาพยุโรป เพราะต้องใช้เวลาในการดำเนินการพอสมควร ดังนั้นต้องติดตามผลกระทบอีกครั้ง และ3.ปัญหาภาคธนาคารในยุโรป ที่ประสบปัญหาทางการเงินจากหนี้เสีย โดยทั้งหมดนี้หากไม่เกิดปัญหาในวงกว้างจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ยังคงสามารถขยายตัวได้ตามกรอบที่กกร.ตั้งเป้าหมาย คือ 3.0-3.5%
“เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังมีปัจจัยบวกจากการใช้จ่ายของภาครัฐ และการขยายตัวของการท่องเที่ยว ทำให้ภาพรวมทยอยฟื้นตัวแบบค่อยเป็น ค่อยไป ส่วนการส่งออกก็คงเป้าหมายไว้ที่ -2% ถึง 0% เพราะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวในภาคการส่งออกจากสินค้าอุตสาหกรรม คือ รถยนต์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ส่วนการลงประชามติวันที่ 7 สิงหาคมนี้ กกร.ไม่มีการหารือประเด็นดังกล่าว โดยในส่วนของส.อ.ท.มองว่าจะผ่านไปด้วยดี มีการรณรงค์ให้สมาชิกส.อ.ท.ออกไปใช้สิทธิ เชื่อว่าจะไม่มีผลต่อ เศรษฐกิจ เพราะนักลงทุนให้ความสำคัญกับโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.มากกว่า ว่าสามารถปฏิบัติได้ตามที่ประกาศหรือไม่”นายเจนกล่าว

