ปลัดคลังผุดโมเดลเศรษฐกิจ’เห็บสยามโมเดล’เกาะไปกับประเทศที่เติบโต

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวในระหว่างเปิดงานและปาฐกถาเรื่อง “เศรษฐกิจโลกขยับก้าว…เศรษฐกิจไทยขยับไกล:กบข.เดินหน้าอย่างไร” ซึ่งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดขึ้นว่า จากการสำรวจข้อมูลพบว่าที่ผ่านมาอัตราการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนลดลง แต่หากเข้าไปดูในข้อมูลพบว่าบัญชีที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท มีมูลค่าเงินออมเพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทจดทะเบียนไทยในตลาดหลักทรัพย์มีการลงทุนลดลง โดยมูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเหลือ 4.3 หมื่นล้านบาท ในไตรมาสที่ 1/2559 จากช่วงไตรมาส 4/2558 มีมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 5.3 หมื่นล้านบาท แต่กลับพบว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 1/2559 เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและเพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบไตรมาสก่อน จากข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าคนไทยมีเงินแต่ยังไม่ลงทุน หากอ้างอิงเหตุผลที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง มูดี้ส์และฟิทช์ เรทติ้งส์ พบว่านักลงทุนและคนไทยยังรอให้สถานการณ์การเมืองนิ่งก่อนจึงจะเริ่มลงทุน ดังนั้น หากการเมืองในช่วงที่เหลือเป็นไปอย่างเรียบร้อย เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยที่เปรียบเสมือนท่อน้ำที่ปัจจุบันน้ำยังไหลเอื่อย หากการเมืองนิ่งจะมีน้ำไหลแรงได้อย่างแน่นอน

นายสมชัยกล่าวว่า สำหรับโมเดลเศรษฐกิจไทยส่วนตัวมองว่าควรเป็น “เห็บสยามโมเดล” คือเติบโตไปกับประเทศต่างๆ แต่ไม่ทรุดตัวไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ คือเราจะไปเกาะประเทศที่โตดี เช่น จีน อินเดีย หรือแอฟริกาใต้ หากประเทศเหล่านี้โตเราจะโตตามไปด้วย กินจนเราอ้วนแต่เมื่อเกิดเศรษฐกิจขาลง เราจะย้ายไปโตกับประเทศอื่นแทน คือเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับทุกประเทศ ไม่ใช่เป็นคู่แข่ง
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)

กล่าวในระหว่างบรรยายเรื่อง “ความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลก” ว่าประเทศไทยมีเงินมากเห็นได้จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่คาดว่าในปี 2559 จะเกินดุลติดต่อกันเป็นปีที่ 2 แสดงให้เห็นว่าประเทศมีรายจ่ายน้อยกว่ารายได้ ซึ่งปี 2558-2559 คาดว่าไทยมีเงินเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ต่อจีดีพี แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อประชาชนยังเหลือมาก ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลดลง แต่ทั้งหมดยังขาดเพียงแต่ความเชื่อมั่นที่หนุนให้เกิดการใช้จ่ายของประชาชนและเอกชน

“ส่วนตัวไม่สามารถระบุได้ว่าหลังจากนี้กระแสเงินต่างชาติจะไหลเข้าประเทศไทยอย่างไร เพราะยังต้องติดตามเรื่องผลประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอย่างไรผลคงไม่แตกต่างกันมากนัก เนื่องจาก ต่างประเทศอาจยังไม่เข้าใจในรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญและต้องใช้เวลานานกว่าจะย่อยข้อมูล และยังต้องดูกฎหมายลูกด้วย” นายศุภวุฒิ กล่าว

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. กล่าวว่า ปัจจุบันผลตอบแทนจากการบริหารพอร์ตของสมาชิก กบข.อยู่ในระดับมากกว่า 3% แล้ว และคาดว่าทั้งปีจะมากกว่าปีก่อนหน้าที่ทำได้ 3.6% เนื่องจากหุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีแต่จะถึง 4% หรือไม่นั้นต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป ทั้งนี้ สำหรับปัจจัยในประเทศหากประชามติไม่ผ่านจะมีผลน้อยหรือแทบไม่มีผลต่อภาวะการซื้อขายหุ้น แต่อาจกระทบเชิงจิตวิทยาบ้าง

บทความก่อนหน้านี้เครือข่ายปกป้องอันดามันต้าน กฟผ.เปิดซองประมูลสร้างโรงไฟฟ้า-ท่าเทียบเรือขนถ่านหิน
บทความถัดไป‘สนช.’ท้า หากรัฐธรรมนูญผ่าน เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์อย่าลงเลือกตั้ง