นายพิชญะ จันทรานุวัฒน์ ประธานคณะทำงานประสานงานภัยพิบัติด้านอัคคีภัย สภาวิศวกร เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาปิ่นเกล้า ในเบื้องต้นพบว่าสาเหตุมาจากป้ายไฟในโรงภาพยนตร์เกิดไฟฟ้าชอร์ต จนทำให้เกิดประกายไฟและตกลงมาบนพื้นพรม ทำให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว
“บริเวณจุดต้นเพลิงมีโครงฝ้าเพดานเป็นไม้ บุผนังด้วยไม้อัดและยิปซัมบอร์ด และมีวัสดุที่ติดไฟได้จำนวนมาก อาทิ ไม้ พรมปูพื้น ผนังบุฉนวน เก้าอี้นั่งชมภาพยนตร์ จึงทำให้เพลิงไหม้ติดต่อลุกไหม้เข้าสู่บริเวณเก้าอี้นั่งชมที่โรงภาพยนตร์ 7 ลุกลามต่อเนื่องไปยังโรงภาพยนตร์ในบริเวณใกล้เคียง และโครงสร้างเหล็กหลังคาได้ทรุดพังลงมาบางส่วน นอกจากนี้พบว่า บริเวณจุดต้นเพลิงและบริเวณอื่นๆ ในโรงภาพยนตร์ไม่มีหัวสปริงเกลอร์ติดตั้ง มีแต่อุปกรณ์ตรวจจับความร้อนซึ่งจะตรวจจับเพลิงไหม้ได้ช้ากว่าอุปกรณ์ตรวจจับควัน รวมถึงคาดว่าสมรรถนะของระบบส่งน้ำดับเพลิงมีความดันและปริมาณน้ำดับเพลิงไม่เพียงพอสำหรับกองเพลิงขนาดใหญ่ จึงเป็นสาเหตุทำให้เพลิงไหม้ลุกลามขยายตัวอย่างรวดเร็ว” นายพิชญะกล่าว
นายพิชญะกล่าวว่า อาคารโรงภาพยนตร์มีความเสี่ยงอันตรายจากอัคคีภัยสูงกว่าอาคารประเภทอื่นๆ ทั้งจำนวนคนที่หนาแน่น วัสดุตกแต่งภายในเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี และมีจำนวนมากกว่าอาคารทั่วไป เพดานสูง เสียงดังจากภาพยนตร์ และการใช้งานอาคารกลางคืน จึงมีความจำเป็นที่ต้องจัดการรักษาความปลอดภัยให้มีระบบป้องกันอัคคีภัยและมีสมรรถนะที่สูงกว่าอาคารทั่วไป จึงมีข้อแนะนำว่า โรงภาพยนตร์ควรจะมีระบบกระจายน้ำดับเพลิง (สปริงเกลอร์) ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และควรจะตรวจสอบอาคารเป็นประจำทุกปี
นายวสวัตติ์ กฤษศิริธีรภาคย์ นายกสมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคาร เปิดเผยว่า โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาปิ่นเกล้า จัดเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ มีพื้นที่เกิน 10,000 ตร.ม. จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จากการตรวจสอบพบว่า อาคารดังกล่าวไม่ได้ส่งรายงานการตรวจสอบอาคารมาประมาณ 2-3 ปี ตามที่กฎกระทรวงกำหนด ประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคาร พ.ศ.2548 รวมถึงไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ระบุว่า อาคารที่มีขนาดเกิน 10,000 ตร.ม. จะต้องมีระบบสปริงเกลอร์ รวมถึงแบบแปลนทางหนีไฟ
นายเจตกำจร พรหมโยธี นายกสภาสถาปนิก เปิดเผยว่า วัสดุตกแต่งภายในเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ จะเห็นว่าที่ผ่านมาพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถาปนิก พ.ศ.2543 ได้กำหนดว่าจะต้องมีการตรวจสอบแบบอาคารภายใน แต่ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายในข้อนี้ เนื่องจากขาดบุคลากรที่จะเข้ามาตรวจสอบ ดังนั้น สภาสถาปนิกจึงได้จัดทำรายงานส่งกระทรวงมหาดไทย และกรมโยธาธิการ เพื่อพิจารณาในข้อนี้ โดยมีเหตุการณ์นี้เป็นกรณีตัวอย่าง เนื่องจากปัจจุบันมีสถาปนิกที่ตรวจสอบแบบภายในได้ประมาณ 3,000 ราย
นายอมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร เปิดเผยว่า และเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากการตรวจสภาพพื้นที่จริง ในประเด็นระบบการป้องกันการเกิดอัคคีภัยแล้ว สภาวิศวกรได้ตั้งคำถามว่า แล้วโครงสร้างอาคารมีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้นี้หรือไม่ เนื่องจากโครงสร้างอาคารแม้จะมีความวิบัติ แต่ก็จะต้องรักษาความปลอดภัยไว้ได้ในระดับหนึ่ง จึงประสานงานกับสำนักงานเขตบางพลัด (เจ้าพนักงานท้องถิ่น) เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับวิศวกรผู้ออกแบบ เพราะการลงพื้นที่พบว่าโครงสร้างเหล็กหลังคาที่ชั้น 4 เหล็กบิดงอ เสียรูป จะต้องรื้อถอนทั้งหมด รวมถึงมีบางพื้นที่พบว่าโครงเหล็กหลุดร่วงจากฐานคอนกรีตลงมากองกับพื้น

