‘กนง.’ มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี ประมาณการจีดีพีติดลบน้อยลง 7.8%

23.09.20 | 15:31 น.

‘กนง.’ มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 0.50% ต่อปี พร้อมปรับประมาณการจีดีพีทั้งปีติดลบน้อยลง 7.8%

เมื่อวันที่ 23 กันยายน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ผลการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 23 กันยายน คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวน้อยลง จากประมาณการเดิมเล็กน้อย แต่ใน 2564 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงกว่าประมาณการเดิม สาเหตุเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มพื้นตัวช้าเป็นสำคัญ โดยยังต้องระวังความเสี่ยงจากโอกาสการเกิดการระบาดไวรัสโควิด-19 ระลอก 2 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปใน 2563 มีแนวโน้มติดลบน้อยกว่าที่ประเมินไว้ และมีแนวโน้ม ทยอยเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2564 ทำให้เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม กนง. ได้ปรับประมาณการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ไทยทั้งปี 2563 ติดลบ 7.8% จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 8.1% ซึ่งถือว่าติดลบน้อยลงจากประมาณการเดิมที่คาดไว้ สาเหตุเพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา อาทิ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มปรับดีขึ้นบ้าง แต่เนื่องจากประเมินแล้วพบว่า สถานการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวกลับมาได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้จีดีพีทั้งปียังติดลบ แม้จะปรับดีขึ้นก็ตาม

“คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการงินที่ผ่อนคลายมากตั้งแต่ต้นปี ที่ผ่านมา มาตรการการคลังของรัฐบาล รวมทั้งมาตรการการเงิน และสินเชื่อที่ออกมาเพิ่มเติม ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น และจะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ หลังการระบาดคลี่คลายลง เอื้อให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมาย และลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้คงอัตรดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้ และเห็นว่าควรผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งปรัปปรุงโครงสร้งหนี้ ทั้งหนี้ครัวเรือนและธุรกิจให้เกิดผลมากขึ้น” นายทิตนันทิ์ กล่าว

นายทิตนันทิ์ กล่าวว่า ด้านอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มปรับดีขึ้นบ้าง ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงอ่อนแอ การจ้างงานและรายได้ยังคงเปราะบาง ซึ่งจะใช้เวลาพื้นตัวนาน ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลต่อการบริโภคของภาคเอกชนในระยะต่อไป คณะกรรมการฯ คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ก่อนที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมจะกลับสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 การฟื้นตัวจะแตกต่างกันมากระหว่างภาคเศรษฐกิจ และผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม จึงเห็นว่าในระยะข้างหน้ามาตรการภาครัฐจำเป็นต้องตรงจุดและทันการณ์มากขึ้น โดยจะต้องเร่งสนับสนุนการจ้างงาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ละภาคส่วนต้องบูรณาการมาตรการให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกัน ทั้งมาตรการด้านการคลังที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ช่วยเสริม สภาพคล่อง และจะต้องให้ความสำคัญกับนโยบายด้านอุปทานเพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยการปรับรูปแบบการทำธุรกิจ และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน