‘สุพัฒนพงษ์’ เผย ‘รมว.คลัง’ คนใหม่มา ต.ค. นี้ เชื่อศก.ไทยยังแข็งแกร่ง ต้องรอดวิกฤตโควิดได้แน่
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ทางเลือก ทางรอด ประเทศไทย” ในงานสัมมนา ทางเลือก ทางรอด ฝ่าวิกฤต “หนี้” จัดโดยหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้คาดว่ากระทรวงการคลัง จะมีรัฐมนตรีกระทรวงคนใหม่ภายในเดือนตุลาคมนี้ แต่ยังไม่ทราบชื่อว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ว่าจะเป็นใคร โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเชื่อมันว่า จะสามารถทำงานร่วมกันได้ ในแบบที่มีแนวคิดไปในทางเดียวกันคือ มีแนวทางในการแก้ปัญหาให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้
สำหรับการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดการล็อกดาวน์ขึ้น ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีความจำเป็นต้องดูแลประชาชนและภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การควบคุมเป็นไปได้อย่างดี ซึ่งความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน รัฐบาลได้ใช้ทุกมาตรการที่มี เพื่อเยียวยาสภาพคล่องเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ
ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อเยียวยาทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ รวมเป็นเม็ดเงินกว่า 8 แสนล้านบาท อาทิ มาตรการช่วยเหลือกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำและเกษตรกร จำนวน 33 ล้านคน ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท รวมถึงเสริมสภาพคล่องจากพ.ร.ก.สินเชื่อแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) 5 แสนล้านบาท โดยได้ปล่อยสินเชื่อออกไปแล้ว 1 แสนกว่าล้านบาท และสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ประมาณ 1 แสนล้านบาท รวมทั้งสิ้น 2 แสนกว่าล้านบาท ขณะเดียวกัน ก็มีการออกมาตรการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าน้ำค่าไฟฟรี จำนวน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากการล็อกดาวน์ และเตรียมพร้อมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง
ขณะนี้มียอดหนี้ทั้งหมด 7 ล้านล้านบาท แต่มีผู้เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์จากการช่วยเหลือหนี้เหล่านี้กว่า 12.8 ล้านคน ซึ่งจำนวนคนที่เหลือจะต้องมาหาทางรอดร่วมกันต่อไป เพราะแม้หากเฉลี่ยแล้วภาระหนี้ต่อหัวของประชากรในประเทศจะไม่ได้มีจำนวนมาก แต่หากประเมินจากจำนวนผู้เกี่ยวข้องถือว่ามีจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ประกอบการจนถึงลูกหนี้ โดยขณะนี้มีมาตรการช่วยเหลือในการพักหนี้จำนวนมาก แต่ในระยะถัดไป เมื่อหมดการช่วยเหลือแล้ว เป็นห่วงการแก้ปัญหาหนี้จำนวนมากจะน้อยลง แต่เชื่อว่าพอรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์จนครบ 6 ระดับแล้ว มองว่าประเทศไทยจะกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง การบริภาค การใช้จ่ายจะดีขึ้น รวมถึงสถานะทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐยังแข็งแกร่ง
วิกฤตเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ไม่เหมือนกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในช่วงปี 2540 และมีความยากในการรับมือที่แตกต่างกัน เนื่องจากในปี 2540 เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศ แต่วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งมองว่าปลายปี 2563 สถานการณ์การระบาดโควิด-19 จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะแม้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่จะเพิ่มสูงขึ้น แต่อัตราการเสียชีวิตน้อยลง รวมถึงมีการค้นพบวัคซีนต้านไวรัสและยารักษา ที่มีการพัฒนามากขึ้น โดยเชื่อว่าในปี 2564 สถานการณ์เศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัวกลับมาดีขึ้น
“แม้จะดูมีทิศทางดีขึ้น แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ จึงต้องสะสมความหวังและความเชื่อ เพราะหากอยู่กับความกลัว ประเทศจะอยู่กับที่ไม่ การแก้ปัญหาปัญหาหนี้ก็จะไม่มีวันจบ ทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารพาณิชย์และธปท. ต้องสร้างความเชื่อและความหวังให้มีอยู่ โดยในช่วงปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ใช้เวลากว่า 5 ปี ก่อนที่เศรษฐกิจจะกลับมาสู่ภาวะปกติ แต่ในวิกฤตโควิเ-19 เชื่อว่าจะใช้เวลา 1-2 ปี ประเทศไทยจะกลบสู่ปกติได้ เพราะขณะนี้ ประเทศมีความเข้มแข็งมากขึ้น” นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว
ในส่วนของหนี้เอสเอ็มอี ได้พยามยามหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศ ให้ช่วยส่งสัญญาณให้สถาบันการเงินเห็น โดยการจ่ายเงินเร็วขึ้น สร้างสภาพคล่องให้กับคนตัวเล็ก เพราะธุรกิจขนาดใหญ่ยังประคับประคองตัวเองไปได้ แต่ธุรกิจขนาดเล็กค่อนข้างทุลักทุเล ซึ่งต้องเข้าไปช่วยพยุงกลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อให้รักษาการจ้างงานได้ โดยอยากให้สถาบันการเงินประเมินว่า ใครควรได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริงก่อน โดยจะต้องปรับโครงสร้างหนี้สีเทา คือ หนี้ของผู้ที่หยุดประกอบการ หรือ กระแสเงินสดต่ำกว่ารายจ่าย

