หน้าแรก เศรษฐกิจ กลุ่มเอ็นจีโอ...

กลุ่มเอ็นจีโอ แถลงจุดยืนไม่รับร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับใหม่ เหตุอยู่ใต้กำกับของบอร์ดดีอี กันภาคประชาชนออก

4.08.16 | 17:23 น.

นางสุวรรณา จิตรประภัสสร์ ตัวแทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดแถลงข่าวว่า ภาคประชาชนไม่ยอมรับร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ …) พ.ศ. … หรือ ร่าง พ.ร.บ. กสทช. ที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญฯ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ในขณะนี้ เนื่องจากเป็นร่างกฎหมายที่มีเจตนายึดคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรอันมีค่าที่ประชาชนเป็นเจ้าของ และทำลายหลักการการปฏิรูปสื่อที่ภาคประชาชนร่วมต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี 2535

นางสุวรรณา กล่าวว่า การแก้ไข พ.ร.บ. ควรมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของ กสทช. ไม่ใช่เป็นการกีดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน นอกจากนี้ ยังมอบอำนาจให้คณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(บอร์ดดีอี) มีอำนาจควบคุมกำกับดูแล กสทช. ซึ่งอาจทำให้เกิดการครอบงำและแทรกแซงการทำงานของ กสทช. ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการลดอำนาจถ่วงดุลในการตรวจสอบ กสทช. ให้เหลือเพียงเป็นกลไกการตรวจสอบภายใน ทำให้องค์กรนี้ขาดความโปร่งใสและธรรมาภิบาลมากยิ่งขึ้น

นางสุวรรณา กล่าวถึงประเด็นที่มีการกำหนดให้มีการจ่ายค่าชดเชยเมื่อมีการเรียกคืนคลื่นว่า เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะคลื่นเป็นทรัพยากรสาธารณะ การเรียกคืนคลื่นจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว ไม่ควรมีการนำเงินสาธารณะไปให้หน่วยงานที่ถือครองคลื่นและแสวงหาประโยชน์ในอดีตที่ผ่านมา

น.ส.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนองค์กรภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมในการผลักดันเรื่องการปฏิรูปสื่อมาโดยตลอด เห็นว่าร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับนี้ทำให้องค์กรอิสระอย่าง กสทช. จะกลายสภาพเป็นเพียงหน่วยงานภายใต้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) และถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ความอิสระในการทำงานที่ภาคประชาชนคาดหวังจาก กสทช.ก็จะไม่มี ส่งผลให้สิทธิของประชาชนถูกลดทอนไปด้วย สิ่งที่อยากเห็นคือ กสทช. ยังคงทำงานเป็นอิสระเหมือนเดิม โดยทำงานในระนาบเดียวกับกระทรวงไอซีทีและคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว เครือข่ายสื่อภาคประชาชน และองค์กรผู้บริโภค ซึ่งประกอบด้วย สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ (สวชช.), เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ, สมาคมสื่อชุมชนจังหวัดพะเยา, สถาบันปวงผญาพยาว, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ มีสาระสำคัญ 9 ประเด็น คือ 1.ให้นำกระบวนการสรรหาที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. กสทช. ปี2553 กลับมาใช้เพื่อเป็นหลักประกันการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่เป็นเจ้าของคลื่นความถี่ 2.ให้กำหนดตัวแทนด้านคุ้มครองผู้บริโภคให้ชัดเจนว่าเป็นหนึ่งในกรรมการชุดนี้ และกำหนดคุณสมบัติกรรมการด้านผู้บริโภคต้องมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ กำหนดจำนวนปีของประสบการณ์การทำงาน ให้เท่าๆ กับผู้สมัครกรรมการด้านอื่น 3.ให้กำหนดตัวแทนกรรมการด้านสิทธิเสรีภาพ เป็นหนึ่งในกรรมการชุดนี้ เพื่อรับประกันสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรคลื่นของประชาชนอย่างทั่วถึง

Advertisement

5.ให้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับการประเมินเป็นคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน (กตป.) ของ กสทช. ตามเดิม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความโปร่งใสขององค์กร และให้คงข้อกำหนดเรื่องเปิดเผยรายงานตรวจสอบของ กตป. ไว้อย่างเดิมด้วย 5.ให้เพิ่มกรรมการ กตป. ที่เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองผู้บริโภคและด้านสิทธิเสรีภาพในคณะกรรมการตรวจสอบฯ เพื่อถ่วงดุลการบริหารงานของ กสทช. 6.ให้ลดบทบาทคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในการกำกับดูแล กสทช. ให้มีความเท่าเทียมกันและมีความร่วมมือในการทำงานในระดับเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง 7.ให้ประเด็นเรื่องการจ่ายค่าชดเชยในการเรียกคืนคลื่นความถี่ฯ ออกไป และให้ดำเนินการตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายปี 2553 กล่าวคือ เรียกคืนคลื่นความถี่ทั้งหมดเพื่อนำมาจัดสรรใหม่อย่างเป็นธรรม 8.ให้ตัดประเด็นการนำเงินกองทุนไปลงทุน เพราะกองทุนมีวัตถุประสงค์ต่างๆ ชัดเจนอยู่แล้วในเรื่องการทำบริการอย่างทั่วถึงทั้งด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ในการคุ้มครองผู้บริโภค การเสริมความเข้มแข็งประชาชน เรื่องการเท่าทันสื่อและเทคโนโลยีสื่อสาร ร่าง พ.ร.บ. นี้ต้องพึงเคารพจุดประสงค์หลักของกองทุนที่กำหนดให้นำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะและช่วยเหลือคนด้อยโอกาสทั่วไป และ 9.ให้กำหนดว่าอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ได้มาตามมาตรา 31 ของ พ.ร.บ. กสทช. ปี 2553 ให้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่องร้องเรียน มิใช่มีเพียงแค่พิจารณากลั่นกรองเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคเท่านั้น เพื่อประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคอย่างแท้จริง