“สุริยะ” สั่งกนอ.ลุยก่อสร้างนิคมสมาร์ท ปาร์คในอีอีซีต้นปี64 หวังเพิ่มจีดีพีประเทศอีก 5.2 หมื่นลบ.

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาสแรกของปี 2564(มกราคม-มีนาคม) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.)จะเดินหน้าลงทุนในโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค ที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง พื้นที่รวม 1,383 ไร่ มูลค่าการลงทุน 2,370 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในไตรมาส 1/2564 และใช้ระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 3 ปี ช่วงระยะการก่อสร้างคาดว่าจะทำให้มีการจ้างงานประมาณ 200 คน และเกิดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในชุมชน ประมาณ 23.7 ล้านบาทต่อปี คิดอัตราฐานเงินเดือนขั้นต่ำ 330 บาท
“นอกจากนี้เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ประมาณ 1,342.62 ล้านบาทต่อปี คิดฐานเงินเดือนขั้นต่ำเดือนละ15,000 บาท เกิดการจ้างงาน 7,459 คน สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ หรือจีดีพีต่อปีอยู่ที่ 52,934.58 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้โดยตรง อาทิ มีการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง น้ำมันเชื้อเพลิง และอื่นๆ ทำให้เกิดการหมุนเวียนในท้องถิ่น เกิดประโยชน์ทางอ้อมต่อหน่วยงานปกครองท้องถิ่น ตลอดจนคุณภาพชีวิตประชาชน”นายสุริยะกล่าว
น.ส.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า นิคมฯสมาร์ท ปาร์ค เป็นส่วนหนึ่งของอีอีซี ปัจจุบันเป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอส-เคิร์ฟ) ที่มีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ กลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งตามแผนการพัฒนาโครงการ คาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาปรับพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
นอกจากนี้ ในส่วนของทำเลที่ตั้งของโครงการ ถือว่าอยู่ตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ดี โดยอยู่ห่างจากท่าเรือมาบตาพุด 7 กิโลเมตร(กม.) ห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา 17 กม. และห่างจากท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ 29 กม. ห่างจากท่าเรือแหลมฉบัง 53 กม. และห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิ 150 กม. อีกทั้งมีความได้เปรียบในแง่ของการเป็นแหล่งผลิตเม็ดพลาสติกที่เป็นวัตถุดิบ หลังก่อสร้างแล้วเสร็จคาดว่าพื้นที่จะถูกเช่าหมดภายในระยะเวลา 4 ปี เนื่องจากเป็นนิคมฯที่รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ


