หน้าแรก เศรษฐกิจ 1.4 หมื่นเกษต...

1.4 หมื่นเกษตรกรไทย เข้าร่วมโครงการ “โฟรโมสต์” ถ่ายทอดโนฮาว รับมือปีหน้าเปิดเสรีนม

5.10.20 | 18:33 น.

ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายนมพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์ “โฟร์โมสต์” (Foremost) เปิดเผยว่า ในปี 2564 เรื่องความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement: TAFTA) และความตกลงการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์ (Thailand-New Zealand Free Trade Agreement: TNZFTA) ไทยจะต้องปลดล็อคภาษีนำเข้าเป็นศูนย์และไม่มีการจำกัดโควตานำเข้าสินค้ากลุ่มนมผงที่มีไขมันเกิน 1.5% ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนม หางนม (เวย์) เนย ไขมันเนย (AMF) เนยแข็ง

ดร.โอฬาร กล่าวว่า และในปี 2568 สำหรับกลุ่มสินค้านมและครีม เครื่องดื่มประเภทนมปรุงแต่ง นมผงขาดมันเนย จากข้อมูลเดือนมกราคม – กรกฎาคม ปี 2563 พบไทยมีการนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากนิวซีแลนด์มูลค่า 7.9 พันล้านบาท และออสเตรเลียมูลค่ารวมกว่า 1.9 พันล้านบาท ประกอบด้วย ชีส นมผงขาดมันเนย นมผงเต็มไขมัน เนย นมแปลงไขมัน ผงเวย์ โยเกิร์ตพร้อมดื่ม นมผงพร่องมันเนยและครีม

ดร.โอฬาร กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่าราคาต้นทุนการผลิตนมดิบของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ปัจจุบันมีราคาถูกกว่าไทยราว 35 – 50% โดยอยู่ที่ราคา 11 – 13 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ประเทศไทยราคาอยู่ที่ 17.50 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้คาดว่าหลังจากที่ไทยเตรียมปลดล็อคภาษีนำเข้าเป็นศูนย์และไม่มีการจำกัดโควตานำเข้าวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์นมบางกลุ่ม ที่จะเริ่มในปี 2564 จะมีปริมาณการนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้น

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าไทยมีปริมาณการนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นสัดส่วนที่ใหญ่ ซึ่งการเปิดการค้าเสรีดังกล่าวหากเสร็จสมบูรณ์จะส่งผลกระทบโดยตรงกับภาพรวมของอุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์นมไทย ดังนั้นประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อที่จะสามารถผลักดันให้อุตสาหกรรมนมเติบโตเพิ่มขึ้นทั้งห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ต้องปรับตัวและพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยสนับสนุนให้เกษตรกรโคนมแข่งขันกันด้วยคุณภาพและต้นทุน พร้อมกับผลักดันให้เกษตรกรมีการพัฒนาศักยภาพอยู่ตลอดเวลา เพื่อการผลิตน้ำนมโคคุณภาพให้กับผู้บริโภค และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนภาคอุตสาหกรรมผลิตต้องมีการปรับทั้งด้านมาตรฐานในการผลิต การขนส่ง รวมถึงการทำการตลาดและการจัดจำหน่าย เพื่อตอบสนองกับกลไลของตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะที่ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนให้มีการเปิดเสรีด้านกลไกราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้อุตสาหกรรมมีการปรับตัวตามกลไกราคาของตลาดเพื่อพร้อมรับการเปิดเสรีการค้า รวมไปถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรโคนม อุตสาหกรรม และผู้ประกอบการในเชิงบูรณาการ ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่าจะได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน

ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่า จากข้อมูลกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) รายงานภาพรวมอุตสาหกรรมนมทั่วโลกข้อมูลปี 2562 มีการผลิตนมปริมาณ 522 ล้านตัน เป็นการบริโภคราว 187 ล้านตัน อัตราเฉลี่ยประชากรทั่วโลกบริโภคนมคนละ 113 ลิตรต่อปี ภูมิภาคเอเชียประชากรเฉลี่ยดื่มนม 66 ลิตรต่อปี ส่วนคนไทยมีอัตราการดื่มนมปริมาณน้อยเฉลี่ยเพียงคนละประมาณ 18 ลิตรต่อปี หรือเพียงสัปดาห์ละ 2 แก้วเท่านั้น ขณะที่ข้อมูลจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ และ AC Nielsen ปี 2562 พบตลาดนมไทยมีมูลค่า 5 หมื่นล้านบาท แบ่งออกเป็น 1.นมพร้อมดื่มยูเอชทีและนมสเตอริไลส์ มูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท 2.นมเปรี้ยวพร้อมดื่มพาสเจอร์ไรส์ มูลค่า 9.5 พันล้านบาท 3.นมพร้อมดื่มพาสเจอร์ไรส์ 9.1 พันล้านบาท และ 4.นมเปรี้ยวพร้อมดื่มยูเอชที มูลค่า 5.2 พันล้านบาท มีปริมาณนมพร้อมดื่มที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรในประเทศจำนวน 1.23 พันล้านลิตร และนมพร้อมดื่มที่ใช้วัตถุดิบจากการนำเข้าจำนวน 1.22 พันล้านลิตร ด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์นม ไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์นมหลายชนิดแต่ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมเพื่อใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมประเภทอื่น ๆ แล้วส่งออก ซึ่งสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ นมพร้อมดื่ม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เนยที่ได้จากนมและนมข้นหวาน เป็นต้น โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียน เช่น กัมพูชา เมียนมา สปป.ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยข้อมูลกรมศุลกากรไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์นมปริมาณ 3.24 แสนตัน มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท

Advertisement

ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกรโคนมไทย ต่อสถานการณ์การแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีที่จะเกิดขึ้น ดร.โอฬาร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 64 ปี โฟร์โมสต์อยู่คู่คนไทย เป็นหนึ่งในผู้รับซื้อน้ำนมดิบรายใหญ่ มูลค่ารวมกว่า 2 พันล้านบาทต่อปี จากสหกรณ์โคนมไทยกว่า 98 ล้านลิตรต่อปี โฟร์โมสต์มีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องโดยใช้ภูมิความรู้ความเชี่ยวชาญของบริษัทแม่จากประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ถูกถ่ายทอดมาสู่ ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) ภายใต้หลัก “Nourishing by Nature” เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของเกษตรกรโคนมไทย พร้อมมอบสุขภาพและโภชนาการที่ดีให้แก่ผู้บริโภคในประเทศด้วยการเดินหน้าสนับสนุนโครงการพัฒนาโคนมและคุณภาพน้ำนม (Dairy Development Program) ผ่านการดำเนินกิจกรรม “เกษตรกรพบเกษตรกร” (Farmers to Farmers) การถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการผลิตผลิตภัณฑ์จากนมโคที่มีคุณภาพสู่เกษตรกรไทยเพื่อมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพในทุกมิติของเกษตรกรฟาร์มโคนมไทยให้ได้มาตรฐานระดับโลก ซึ่งโฟร์โมสต์ยังคงมุ่งสานต่อวิสัยทัศน์การส่งมอบนมโคคุณภาพ 100% ให้กับผู้บริโภค พร้อมสนับสนุนเกษตรกรโคนมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ด้วยการมุ่งมั่นสนับสนุนให้เกษตรกรโคนมไทยได้รับความรู้อย่างเต็มที่ให้สามารถยืนหยัดด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่าง ๆ ล่าสุดมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 14,000 ราย ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นรวม 20 ล้านบาทต่อปี ควบคู่ไปกับการผลักดันอุตสาหกรรมนมในประเทศไทยให้สามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมนมทั่วโลกในอนาคต