‘แม่ทองสุก’ ชี้ทิศทางทองคำปี 64 มีโอกาสเห็นราคาแตะ 34,000 บาท เชื่อโค้งสุดท้ายยังผวนผันต่อเนื่อง

แม่ทองสุกชี้ทิศทางทองคำปี 64 มีโอกาสเห็นราคาแตะ 34,000 บาท เชื่อโค้งสุดท้ายยังผวนผันต่อเนื่อง

นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผยว่า ภาพรวมราคาทองคำ ประเมินทิศทางราคาทองคำในช่วงไตรมาสที่ 4/2563 และต้นปี 2564 ยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ การออกแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการอัดฉีดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะมีการอัดเม็ดเงินเพิ่มในระบบอีก 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งหากรวมการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบในช่วงที่ผ่านมา มีเม็ดเงินรวมกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ซึ่งยังมีความสับสนไม่แน่นอนอยู่มาก ทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมีการแกว่งตัวมากขึ้น จากปัจจัยเสี่ยงที่ยังมีอยู่ มองว่า ราคาทองคำน่าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นจากการปรับฐานในช่วงเดือนสิงหาคมกันยายน ที่ผ่านมา โดยคาดว่าราคาจะสามารถกลับมาทดสอบบริเวณ 2,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 2,070 เหรียญสหรัฐ ได้อีกครั้งภายในไตรมาส 4 นี้ หรือเทียบเป็นราคาทองคำไทย จะอยู่บริเวณ 30,000 บาทต่อบาททองคำ ส่วนราคาทองคำในปี 2564 ประเมินว่าการทำกำไรยังเป็นขาขึ้น โดยมีโอกาสที่จะเห็นทองคำแตะระดับ 33,000–34,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ทองคำในตลาดโลก คาดว่าจะมีความผันผวนอยู่ในระหว่าง 2,000-2,300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

วันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ราคาทองคำตลาดโลกปรับขึ้นมาได้ประมาณ 24% ขณะที่ราคาทองคำไทยปรับขึ้นได้ประมาณ 32% ปีนี้ ซึ่งปัจจัยที่ส่งเสริมการขึ้นของทองคำในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา คือการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง โดยสาเหตุหลักมาจาก               ไวรัสโควิด-19 ที่กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และการที่เฟดมีนโยบายทางการเงินปรับลดดอกเบี้ยใกล้ศูนย์หรือ 0.25%  พร้อมอัดฉีดมาตรการคิวอี เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงแรก จึงเป็นปัจจัยที่หนุนให้ทองคำจากระดับ 1,800 เหรียญสหรัฐ มาที่ 2,000 เหรียญสหรัฐได้ ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่ามาแถว 93 จุดการวิเคราะห์ทองคำในปี 2564 จึงใช้ปัจจัยพื้นฐานเดิมจากปี 2563 มาวิเคราะห์ เนื่องจากเฟดจะยังคงดอกเบี้ยใกล้ 0% ทั้งปี และยังไม่มีการอัดฉีดเงินและไม่สามารถลดมาตรการคิวอีลง สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดเป็นตัวเกื้อหนุนทองคำให้ขึ้นได้ต่อเนื่องนายแพทย์กฤชรัตน์ กล่าว

ด้านนายณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผยว่า บริษัทฯมีการปรับตัวรับภาวะการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป หลังโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยเน้น 3 กลยุทธ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเป็นผู้นำด้านการลงทุนที่ครบวงจรและทันสมัย ได้แก่ พัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่อง โดยบริษัทได้พัฒนาระบบบล็อกเชน ให้รองรับความต้องการลงทุนที่หลากหลายและครบวงจร เพิ่มศักยภาพด้านความปลอดภัยสูงสุดให้กับลูกค้านอกจากนี้บริษัทยังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กเดต้า) เข้ามาวิเคราะห์และประมวลผลสัญญาการซื้อขายสินค้าในตลาดอนุพันธ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์นักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการเชื่อมต่อตลาดทองคำไทยและตลาดการลงทุนในต่างประเทศ ด้วยความร่วมมือ และ การหาพันธมิตรตลาดต่างประเทศ ที่จะสามารถขยายการลงทุนด้วยผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ มีตลาดรองรับที่น่าเชื่อถือ และเป็นสากล เพื่อยกระดับนักลงทุนไทยให้มีโอกาสการลงทุนสินค้าในตลาดสากลทั่วโลก รวมถึงเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

บริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสและการลงทุนที่สอดรับกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะเปิดเสรีด้านการลงทุนในทองคำผ่านระบบออนไลน์ด้วยสกุลเงินอื่นๆ อา ดอลลาร์สหรัฐ หรือ เงินหยวน ผ่านบัญชีเอฟซีดี ซึ่งบริษัทได้เตรียมความพร้อม รวมถึงหารือเรื่องระบบชำระเงินกับธนาคารพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว และ สามารถดำเนินการได้ทันที หาก ธปท.ประกาศนโยบายชัดเจน โดยคาดว่าจะทันภายในสิ้นปี 2563 นี้นายณัฐพงศ์ กล่าว

นายณัฐพงศ์ กล่าวว่า ล่าสุด บริษัทออกผลิตภัณฑ์ MTS Gold Blockchain (MGB) การออมทองคำออนไลน์ด้วยระบบBlockchain ที่สามารถเริ่มออมได้ขั้นต่ำเพียง 150 บาท ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้เริ่มต้นสนใจลงทุนในทองคำ พร้อมด้วยการพัฒนาระบบในการเพิ่มทางเลือกให้สามารถรองรับการจัดส่งได้ทั่วประเทศไทย จึงได้รับความสนใจจากนัลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีบัญชีออมทองทั้งสิ้น 10,000 บัญชี และ มียอดการซื้อขายมูลค่ากว่า 50 ล้านบาทนอกจากนี้ ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ที่ผ่านมา บริษัทมองเห็นโอกาสบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จากพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป จึงได้เพิ่มช่องทางการขายทองคำแท่ง, ทองรูปพรรณ และ สินค้าทองประเภทต่างๆ ผ่านทาง SHOPEE, LAZADA , JD CENTRAL ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เนื่องจากมียอดขายเป็นที่น่าพอใจ พร้อมกับสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าผ่านการร่วมมือกับบริษัทขนส่งรายใหญ่ จึงทำให้คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2564 โดยปัจจุบันปริมาณการซื้อขายทองคำของแม่ทองสุก มาจากช่องทางเดิม ประมาณ80% และช่องทางออนไลน์ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 20% โดยการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์มีการเติบโตสูงถึง 200%

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้วิษณุ ชวนใส่เสื้อเหลือง13 ต.ค. เผย ‘นายกฯ’ เป็นปธ. จัดกิจกรรมวันคล้ายวันเสด็จสวรรคต
บทความถัดไปป.ป.ช. ตั้งอนุไต่สวน ปมส่อทุจริตโครงการอ่างเก็บน้ำ สวนสัตว์สงขลา