นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยแผนการทำงานด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปี 2564 ตามข้อสั่งการของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เร่งรัดการเจรจา FTA ที่ค้างท่อ ตลอดจนรักษาตลาดเดิม และขยายตลาดใหม่ เพื่อขยายโอกาสส่งออกสินค้าและบริการของไทย โดยกำหนดแผนงานสำคัญ ได้แก่ การลงนามและเร่งรัดการบังคับใช้ความตกลง RCEP การเตรียมการฟื้นหรือเปิดเจรจา FTA การเร่งรัดการเจรจาที่คงค้าง ยกระดับและปรับปรุง FTA กรอบอาเซียน รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า
นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการลงนามและเร่งรัดการบังคับใช้ความตกลง RCEP ไทยจะร่วมกับสมาชิก RCEP ผลักดันให้มีการลงนามความตกลงฯ ในเดือน พ.ย. 63 และจะเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เพื่อให้ไทยสามารถให้สัตยาบันได้ในปี 2564 อีกทั้ง กรมฯ มีแผนเตรียมการฟื้นการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) โดยได้มอบสถาบันวิจัยศึกษาประโยชน์และผลกระทบ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ปลายเดือน ต.ค. 63 พร้อมเปิดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เรื่องความพร้อมและท่าทีการเจรจาของไทย ตั้งเป้าเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเดือน ธ.ค. นี้ และเตรียมการฟื้นเจรจา FTA ไทย – สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ที่ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ได้ศึกษาประโยชน์และผลกระทบ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงต้นปีหน้า และจะเปิดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเรื่องความพร้อมและการเตรียมการของไทย
นางอรมน กล่าวต่อว่า กรมมีแผนเตรียมการสำหรับการเจรจา FTA กับประเทศและกลุ่มประเทศหลักๆ ได้แก่ FTA ไทย-สหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งคาดว่าการศึกษาประโยชน์และผลกระทบจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงต้นปี 2564 และจะเปิดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมหารือเบื้องต้นกับ UK เพื่อรวบรวมข้อสรุปเสนอระดับนโยบายต่อไป สำหรับ FTA ไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งประกอบด้วย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย คีร์กิซสถาน และรัสเซีย ได้ศึกษาประโยชน์และผลกระทบเช่นกัน คาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงปลายปี 2564 ขณะเดียวกันจะรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และหารือกับ EAEU เพื่อรวบรวมข้อสรุปเสนอระดับนโยบายต่อไป
นอกจากนี้ จะหารือความเป็นไปได้เรื่องการเปิดเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา เดือน ม.ค. 64 เพื่อนำไปสู่การจัดทำเอกสารระบุขอบเขต ความคาดหวัง และข้อบทที่คาดว่าจะบรรจุไว้ในความตกลง FTA เพื่อเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา พิจารณาในเดือน ส.ค. 64 ว่าจะเปิดการเจรจาหรือไม่
ทั้งนี้ ยังเร่งรัดการเจรจา FTA ที่คงค้างอยู่ 3 ฉบับ ที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา ให้คืบหน้าและได้ข้อสรุป พร้อมยกระดับและปรับปรุงความตกลง FTA กรอบอาเซียน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ FTA อาเซียน-จีน FTA อาเซียน-อินเดีย FTA อาเซียน-เกาหลีใต้ และ FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เพื่อเปิดเสรีเพิ่มเติมในรายการสินค้าที่ยังไม่ได้เปิดตลาด และยกระดับความตกลงข้อบทต่างๆ ให้ทันสมัย สอดรับกับสภาพแวดล้อมและรูปแบบทางการค้าในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น กฎถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
นางอรมน เสริมว่า กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่เสียประโยชน์และได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า จึงได้มอบสถาบันวิจัยศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุน FTA แบบถาวร และจัดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบมาเป็นระยะ โดยตั้งเป้าจะเสนอรายละเอียดการขอจัดตั้งกองทุนต่อคณะทำงานพิจารณาแนวทางกองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตั้งขึ้น โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ในปลายปี 2563 เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาต่อไป
สำหรับการประชุมระดับทวิภาคี และการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้ากับประเทศคู่ค้า เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า และการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าต่างๆ มีแผนจะประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) กับประเทศคู่ค้า ได้แก่ อาเซียน อาทิ กัมพูชา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เอเชีย อาทิ จีน บังกลาเทศ มัลดีฟส์ และภูฏาน และภูมิภาคอื่นๆ เช่น รัสเซีย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และสหราชอาณาจักร เป็นต้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จะจัดในรูปแบบการประชุมทางไกล
ปัจจุบันไทยมี FTA 13 ฉบับ กับ 18 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เปรู ชิลี อินเดีย ฮ่องกง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยในปี 2562 มูลค่าการค้าของไทยกับ 18 ประเทศ อยู่ที่ 302,991 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นสัดส่วน 62.8% ของมูลค่าการค้าไทยกับโลก สำหรับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค.- ส.ค.) การค้าของไทยกับ 18 ประเทศ มีมูลค่า 179,550.6 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 62.3% ของมูลค่าการค้าไทยกับโลก โดยไทยส่งออกมูลค่า 92,866.9 ล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้ามูลค่า 86,683.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเม็ดพลาสติก เป็นต้น และสินค้านำเข้าสำคัญของไทย เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น

