ห้ามเลือด-เติมวิตามิน… ผ่าน 2 ลด 2 เพิ่ม เสียงเรียกร้องเอสเอ็มอีถึง”บิ๊กตู่”
สัมภาษณ์พิเศษ…โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
เป็นที่ทราบกันดีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจสายป่านสั้นอย่างเอสเอ็มอี ที่เผชิญตั้งแต่ยอดขายที่ลดลง ภาวะขาดทุน เลิกจ้างพนักงาน ไปถึงขั้นปิดกิจการ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “มติชน” สัมภาษณ์ คุณโชนรังสี เฉลิมชัยกิจ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่ออัพเดตสถานการณ์ แนวทางรับมือ ทางรอดจากวิกฤตนี้

สมาชิกของสมาพันธ์ในปัจจุบัน
-สมาพันธ์มีสมาชิก มีเครือข่ายอยู่ทั้ง 77 จังหวัด มีประธานจังหวัด และใน 5 ภาคทั่วประเทศจะมีประธานภาค ทั้งหมดจะทำงานร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด อุตสาหกรรม เกษตรพาณิชย์จังหวัด ส่วนกลางอยู่กรุงเทพฯ จะเชื่อมโยงนโยบายต่างๆ และผลักลงสู่พื้นที่ มีการรับฟังความสะท้อนต่อกัน สมาชิกมีทั้งเอกชน และนักวิชาการ ส่วนสมาชิกในแต่ละจังหวัดมากน้อยไม่เท่ากัน มีธุรกิจทุกขนาด บางรายขายออนไลน์สินค้าเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นสมาชิกของสมาพันธ์ บางจังหวัดหลักหมื่น
รวมสมาชิกของสมาพันธ์หลักแสนราย จากเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คาดการณ์ประมาณ 3 ล้านราย แต่จากที่สมาพันธ์ประเมินคาดว่าจะประมาณ 5-10 ล้านราย เพราะรวมทุกธุรกิจ บางรายตั้งมุมขายของหน้าบ้าน
โดยสมาชิกสมาพันธ์แสนราย เป็นไมโครคือรายย่อยมากๆ รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท น่าจะ 80% และเอสไม่เกิน 100 ล้านบาท 20% ส่วนเอ็มน่าจะไม่ถึงเปอร์เซ็นต์ เพราะน้อยมากเพราะกลุ่มจะมีรายได้ 100 ล้านบาทขึ้นไป
สถานการณ์เอสเอ็มอีไทย
-ขณะนี้ความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีเดือนสิงหาคม 2563 กลับมาลดลงอีกครั้ง สาเหตุหลักน่าจะมาจากความไม่มั่นใจในรัฐบาล สถานการณ์การเมือง กังวลว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป อะไรจะเกิดขึ้น จะไหวหรอ ขณะเดียวกันที่ผ่านมาสมาพันธ์ได้สะท้อนไปยังรัฐบาลว่าต้องการอะไร แล้วเราก็พูดตั้งแต่มีนาคม-กรกฎาคม 2563 รวม 5 เดือน และพบว่าสิ่งที่สะท้อนไปบางเรื่องยังไม่ได้รับการแก้ปัญหา แต่อีกหลายเรื่องได้รับการช่วยเหลือก็ขอบคุณรัฐบาล ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ ก็ทำให้เอสเอ็มอีมีคำถามอีกว่าสิ่งที่เคยเสนอจะไปต่อหรือไม่ ชุดใหม่จะเห็นตรงกันกับการช่วยคนตัวเล็กหรือไม่
ล่าสุดจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้สถานการณ์เอสเอ็มอี โดยเฉพาะเอสและไมโคร น่าห่วง จากการเก็บข้อมูลพบว่า ไมโครเอสเอ็มอีบางจังหวัด ต้องเลิกอันเดิมแล้วไปลงทุนธุรกิจอื่นที่มีขนาดเล็กลงอีก และที่ได้ยินกับหูคือ อ่านในไลน์ที่เป็นห้องเพื่อนๆ ที่ขอสินเชื่อมีคนที่กล้าให้ข้อมูลธุรกิจว่า เดิมมีพนักงาน 5 คน สุดท้ายต้องปลดออกตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม รวม 4 คน เหลือพนักงานไว้เพียง 1 คนที่เป็นคู่หู เพราะว่าจำเป็นจะต้องมีคนช่วย เจ้าของธุรกิจคนนี้กลับแบ๊ก ทู เบสิก ต้องกลับไปทำทุกอย่างเองหมด เพราะไม่สามารถจ้างงานได้ ที่ต้องทำเพื่อประคองธุรกิจ
อีกรายเป็นผู้ประกอบการที่ทำแชมพู สบู่ สปาขายแต่ปรากฏว่าสู้ไม่ไหวในช่วงภาวะเศรษฐกิจตั้งแต่ปีที่แล้วจนกระทั่งช่วงโควิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การวางการผลิตตรงนั้นแล้วเปลี่ยนเป็นขายของกินในตลาด รายนี้ยอมรับว่าช่วงที่ไปขายในตลาดนัดแรกๆ เหนื่อยมากไม่คิดว่าจะไหวพอมันผ่านมา 5-6 เดือนนี้เริ่มอยู่ตัวสู้ต่อ เรื่องนี้แค่ยกตัวอย่าง เพราะของจริงคือ เกิดเกิดเกิดแต่ไม่มีใครได้ยิน
หรือยกตัวอย่างบริษัทของดิฉัน เมื่อก่อนเป็นขนาดเอ็ม แต่ตอนนี้เป็นเอส เกิดจากหลายปัจจัยก่อนปัญหาโควิด ซึ่งการบริหารกระแสเงินสดสำคัญ แต่สิ่งที่อยากให้รัฐบาลช่วยคือ การหยุดเลือด อย่างน้อยคือการพักชำระหนี้ เพราะมันคือระเบิดที่รอจุดอยู่ โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2564 นี้เกือบทั้งหมด ทีนี้ต้องขึ้นกับผู้ประกอบการว่าจะเจรจากับธนาคารยังไง
ที่ผ่านมาสมาพันธ์พยายามสะท้อนว่าโครงการดีอาร์บิส ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ช่วยเจรจาธนาคารหรือออกมาตรการด้วยการบริหารหนี้หลายๆกองของผู้ประกอบการให้รวมเป็นกองเดียวได้หรือไม่ และทำให้ดอกเบี้ยน่ารักขึ้นถูกลง ขยายเวลาชำระ จะทำให้เลือดออกน้อยลง เวลาสิ้นเดือนปุ๊บไม่ใช่จ่ายทีรวม 5 ขอจ่ายแค่ 1 กองที่รวมใหม่ เรื่องนี้ปัจจุบัน ธปท.ช่วยแต่กลุ่มที่หนี้รวม 50-500 ล้านบาท เป็นขนาดเอ็ม และเอ็กซ์แอล ส่วนเอสที่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ จึงอยากสะท้อนให้ดูแลส่วนนี้ด้วยการที่บอกว่าจะให้เจรจากับธนาคารเอง ไม่ได้ทำง่ายๆ
ล่าสุดได้หารือกับเพื่อนผู้ประกอบการรายเล็กหนี้ต่ำกว่า 50 ล้านบาท เกี่ยวกับการเจรจานี้พบว่า ถ้าเป็นธนาคารเดียวกันแล้วมีหนี้ 2 กอง ทางธนาคารยอมรวมให้ แต่ถ้าเป็นหนี้ธนาคารเอ ธนาคารบี และธนาคารซี ไม่ยอมรวมให้ ซึ่งการรวมหนี้นั้นอย่างน้อยจะได้นำหลักทรัพย์ที่ยอดหนี้ใกล้หมดไปขอสินเชื่อตัวอื่นได้ แบบนี้เป็นเรื่องของการจัดการ การบริหาร อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือปรับโครงสร้างการชำระหนี้ให้เอสเอ็มอีรายย่อย ซึ่งปัจจุบันเอสเอ็มอีต้องช่วยตัวเอง ต้องไปเจรจากับธนาคารเจ้าหนี้เอง
ข้อเสนออื่นต่อรัฐบาล
-ต้องเสนอเป็นระยะ อย่างข้อเสนอเครดิตเทอม 30 วันก็มาจากสมาพันธ์ ที่เสนอผ่านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ก็ได้รับการตอบรับแล้ว หรือกรณีข้อเสนอปรับโครงสร้างการชำระหนี้สำหรับรายเล็ก หนี้ต่ำกว่า 50 ล้านบาท เป็นเรื่องที่สมาพันธ์เสนอ หรือหลายเรื่องรัฐบาลเริ่มทราบปัญหาแต่ยังไม่ทราบว่ามีอุปสรรคพอสมควร ที่ผ่านมาเคยร่วมประชุมอนุกรรมการรายสาขาของศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบศ.ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ภาครัฐแจ้งว่าได้ช่วยเหลือแล้วหนึ่งสองสาม เมื่อสมาพันธ์ดูก็พบว่าบางเรื่องที่ช่วยยังมีอุปสรรค
ตัวอย่าง กองทุนประกันสังคม 3 หมื่นล้านบาท ที่กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าของเงิน วัตถุประสงค์ดีช่วยผู้ประกอบการที่จ้างงานในระบบประกันสังคม แต่มีเงื่อนไขที่สมาชิกโทรศัพท์เช็กแล้วไม่ตรงกับข้อมูลที่ให้ตอนแรก อย่างธนาคารเอบอกว่าฉันไม่รับผู้ประกอบการทั่วไปจะรับเฉพาะคนที่นำเข้าส่งออก ส่วนธนาคารดีบอกว่าฉันไม่รับรายที่ไม่มีหลักประกัน ไม่รับรายที่ไม่มีบ้าน ไม่มีโรงงานมาค้ำ ไม่เอาเลย รับแค่รายที่มีหลักประกันเท่านั้น ถามว่ามีเอสเอ็มอีที่ไหนยังมีบ้านว่าง ปัจจุบันตึกอาคารพาณิชย์ที่ทำธุรกิจส่วนใหญ่ตึ๊งหมด เมื่อหลักเกณฑ์ไม่ตรงกับที่ประกาศ สมาพันธ์จึงแจ้งสภาพัฒน์(สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)
อีกเรื่องหนึ่งที่สมาพันธ์เสนอแต่ไม่ได้รับการตอบรับ และเชื่อว่าน่าจะยากคือ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเอสเอ็มอี กลุ่มเป้าหมาย แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มที่เป็นสีเหลืองกับสีแดง สีเหลืองคือคนที่กำลังจะเข้ามาเป็นเอ็นพีแอล เป็นนักรบที่อ่อนแรงแต่ยังสู้เป็นนักรบที่อาจถูกฝังทั้งเป็น ถ้าปล่อยเขาล้มหายตายจาก เศรษฐกิจฐานรากของข้อกลางจะหายไป เอสเอ็มอีคือ ข้อกลาง อย่างภาคเกษตร เอสเอ็มอี คือ ข้อกลางระหว่างเกษตรกรกับโรงงานใหญ่ หรือต่างประเทศเลย บางคนบอกตัดพ่อค้าคนกลางออกไปแต่ไม่ใช่ทุกราย เพราะเอสเอ็มอีบางรายคือ กลุ่มที่สร้างมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรก่อนส่งรายใหญ่
ที่ผ่านมามีภาพเอสเอ็มอีเป็นผู้ร้าย มายด์เซตของผู้ใหญ่กลัวสังคมบอกว่าทำไมเอาเงินให้นักธุรกิจ เรารู้สึกว่าก็ไม่ได้ต้องให้เงินตรงไปตรงมา แล้วเราก็ไม่ได้อยากได้เงินฟรีแค่เดือนละ 5,000 บาท แต่เราอยากได้ระบบ หรือกลไกที่ช่วยให้ธุรกิจไปต่อ หรือง่ายขึ้นในภาวะวิกฤต อันนี้ต่างหากที่ต้องมาถกกันว่าเรื่องอะไรบ้าง เรายกตัวอย่าง รับฟังความเห็นสมาชิก และเสนอรัฐบาล
กองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอีควรมีวงเงินเท่าไหร่
-เท่าไหร่ก็ได้ แต่สมาพันธ์มองว่าควรอยู่ระดับแสนล้านบาท เน้นกลุ่มที่ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมปกติ กลุ่มนี้ต้องทำให้แข็งแรงก่อนจะหลุดออกไป มีผู้ประกอบการในภาคอีสานบอกว่าเขาอยู่ในระบบกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นกองทุนที่ประกาศใช้ปี 2540 เป็นกองทุนที่ช่วยเกษตรกรหากจะถูกยึดที่ดิน ทำให้เครื่องมือทำกินของเกษตรกรยังอยู่ เอาเงินกองทุนจ่ายเจ้าหน้าหนี้ ตัวเกษตรกรต้องอยู่ในกองทุน แต่ไม่ได้อยู่ตลอดชีวิต ไม่รู้ภาครัฐมองยังไง พอพูดคำว่ากองทุนหลายคนบอกว่ายาก แม้แต่สภาพัฒน์ หรือหลายที่อาจมองว่าการกันเงินออกมาเพื่อการเฉพาะใดๆ ต้องต่อสู้เยอะ ยกตัวอย่างกองทุนประชารัฐ ไม่ได้บอกไม่ดี แต่ต้องปรับปรุงอีกหลายด้านเพื่อให้ได้ผลลัพธ์
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมีกองทุนเกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน กองทุนไมโครเอสเอ็มอีก็น่าจะมีบ้าง อย่างที่ผ่านมาสมัย คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พยายามผลักดันกองทุนเอสเอ็มอี 50,000 ล้านบาทที่เลิกไป เงินตัวนี้ดีเหมือนฤดูฝนน้ำจากแหล่งน้ำใหญ่ๆ ลอยขึ้นไปบนเมฆและกลั่นออกมาเป็นฝน เป็นอีโค ซิสเท็มที่ดี และกองทุนที่สมาพันธ์เสมอต้องให้องค์ความรู้ด้วย ไม่ใช่สอนผ่านๆ ต้องสอนเชิงลึก ส่งต่อสิทธิประโยชน์ของหน่วยงานภาครัฐ มีศูนย์โอเอสเอสของ สสว.เข้ามาเป็นเซ็นเตอร์ เพื่อประคับประคอง
“บิ๊กตู่”เคยเยี่ยมสมาพันธ์ช่วงกลางปีที่ผ่านมา
-ใช่ค่ะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมาอย่างตั้งใจที่จะรับฟัง แก้ปัญหาให้เอสเอ็มอี นายกรัฐมนตรีจะเขียนเลยว่าข้อเสนอของเอสเอ็มอีมีอะไรบ้าง แต่เข้าใจว่าบางเรื่องกระทบโครงสร้างของบางหน่วยงาน อาจจะเปราะบางเกินกว่าจะไปก้าวล่วงได้ทันที เราเข้าใจแต่ด้วยหน้าที่เราต้องเรียกร้องต่อ สมาพันธ์ไม่เคยต่อว่า แต่จะบอกว่ามาตรการใดไม่เหมาะ ไม่วอยส์แบบบ่น แต่วอยส์แบบมีโซลูชั่น
ที่ผ่านมาสมาพันธ์เสนอมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีไปประมาณ 4-5 ครั้งอย่างช่วงที่ คุณอุตตม สาวนายน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ออกมา 12 เงื่อนไข สมาพันธ์สะท้อนทันทีว่าข้อไหนโอเค ข้อไหนที่โฟกัสคนตัวเล็ก รอเกือบเดือน จึงประกาศลงราชกิจจานุเบกษา นี่คือความล่าช้า ต่อมามาตรการช่วยเหลือระยะ 2 ระยะ 3 ระยะ 4 สมาพันธ์สะท้อนและพร้อมขับเคลื่อนร่วมกัน อย่างช่วงล็อกดาวน์มาตรการแบบหนึ่ง หลังล็อกดาวน์เมื่อเริ่มค้าขาย มีรายได้ มาตรการก็ต้องเปลี่ยนไป ทันสมัย
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐส่งผลถึงเอสเอ็มอีหรือไม่
-ยอมรับแต่ละมาตรการกระตุ้นส่งถึงเอสเอ็มอีจริง แต่ได้บางกลุ่ม แต่ระยะเวลาสั้น สมาพันธ์อยากได้มาตรการระยะยาวตอนนี้ยังไม่เห็น อย่างผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมในสมุทรสาคร นครราชสีมา ที่พักเต็มจากมาตรการท่องเที่ยว การช่วยเงินให้ซื้อของก็มีคนใช้ แต่การใช้อาจยาก ลงทะเบียนมีขั้นตอน คนไม่รู้เทคโนโลยีงงแน่นอน ต้องถามโรงแรมถึงวิธีการ แต่จากการคุยกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า โรงแรมที่ส่วนใหญ่เป็นของนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ฟื้น บางโรงแรมโลเกชั่นไม่ใช่สไตล์ช่วงปลายปี เปิดปุ๊บก็ต้องปิด เพราะว่าเสียค่าแรง ไม่คุ้ม
ตอนนี้เอสเอ็มอีเข้าถึงจัดซื้อจัดจ้างรัฐได้มากขึ้น
-เป็นข่าวดี มองโอกาสนี้เหมือนกัน สมาพันธ์สะท้อนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่จัดทำเรื่องนี้ อย่างเพื่อนผู้ประกอบการที่อยู่ภาคอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) เจอปัญหาเงินค่าก่อสร้างจากภาครัฐไม่ออกช่วงโควิด-19 ขณะที่เขามีต้นทุน จ่ายค่าของ ลงแรงไปแล้ว สมาพันธ์จึงเรียกร้องในเชิงสินเชื่อ และขอให้เร่งออกมา คนสายป่านสั้นลำบาก
ขณะนี้สัดส่วนการซื้อสินค้าเอสเอ็มอีของภาครัฐ กำหนด 30% แต่ประเทศเจริญแล้วส่วนใหญ่จะซื้อถึง 60% ดังนั้นมาตรการที่ สสว.ผลักดันคือ ช่วยให้เอสเอ็มอีมีแต้มต่อ เพื่อช่วยเหลือรายเล็กให้ได้หายใจ หลังจากนี้ต้องรอดูว่ากระบวนการในการคอนโทรลจะเป็นอย่างไร
กลัวเอสเอ็มอีถูกฝังทั้งเป็นหรือไม่
-ตอนนี้หลายคนพยายาม บางคนยอมเป็นนอมินีหมายถึง คนที่ติดบูโร ติดเอ็นพีแอล ทำธุรกิจอยู่แต่ใช้ชื่อคนอื่น แข็งแรงแต่ใช้ชื่อตัวเองไม่ได้ เป็นคนในภาคเศรษฐกิจแต่ถูกจองจำมีประเด็นหนึ่งที่สมาชิกสมาพันธ์พูดกัน คือ ไม่ว่าจะติดเอ็นพีแอลมูลค่าแค่ 1 ล้านบาท หรือ 100 ล้านบาท โดนลงโทษเหมือนกัน ต้องฟรีซตัวเอง 5-8 ปี หมดทั้งชีวิตเหมือนกันนะ ควรมีระดับมั้ย บางคนพ่อติดบูโร ลูกก็มาบริหารต่อ มีประโยคหนึ่งบอกว่านักโทษยังเลี้ยงข้าว ได้สิทธิมนุษยชน แต่เอสเอ็มอีจ่ายภาษี ทำธุรกิจ ดิ้นรน กัดฟัน แต่เงินสักแดงรัฐยังไม่ช่วยเลย หรือช่วยแต่เข้าไม่ถึง ความผิดของนักโทษขึ้นอยู่กับโทษที่เกิด แต่เอสเอ็มอีโดนเหมือนกันหมด

3 เดือนสุดท้ายของปีจะช่วยสมาชิกอย่างไร
-เราไม่มีนโยบายพึ่งรัฐ 100% ต้องพึ่งตัวเราเอง อย่างเรื่องสามก๊กรู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้เขารู้เรา ไม่ค่อยประเมินกระแสเงินสด ประเมินการลงทุนช่วงที่ผ่านมา สินค้าคงคลังช่วงเงินจมจะหาทางขายยังไง เรื่องพวกนี้บางทีต้องชะลอการลงทุน ต้องวิเคราะห์การลงทุนใหม่ให้เหมาะสม ต้องมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา เพื่อสร้างยอดขาย ต้องปรับตัว
หากยังไม่มีวัคซีนถึงสิ้นปีหน้า ยังไงต้องดูแลเลือดไหลของผู้ประกอบการ จะแปะหยุดเลือดตรงไหน ต้องเติมวิตามิน ตอนนี้พนักงานลดลง ถ้ากลับมาได้ รับพนักงานเพิ่มก็ต้องฝึกใหม่ เป็นต้นทุนเอสเอ็มอีในการทำให้แรงงานกลับมามีคุณภาพ ต้องเติมวิตามินระหว่างทาง เติมความรู้นวัตกรรม การทำบัญชี เติมทั้งผู้ประกอบการและแรงงาน บางรายไม่รู้ว่าควรเก็บเงินช่วงไฮซีซั่น เพราะจะต้องมีช่วงโลว์ซีซั่น ถ้าเติมตอนเศรษฐกิจฟูจะวิ่งตามเขาไม่ทัน เพราะยังเป็นโปลิโออยู่
ทั้งนี้ เคยมีโอกาสคุยกับ คุณทศพร ศิริสัมพันธ์ อดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ เล่ารายละเอียดข้อขัดข้องต่างๆ ซึ่งเป็นจุกจิก แต่คุณทศพรบอกว่าเป็นเรื่องสภาพัฒน์ควรรู้ ก็รู้สึกดี
ทั้งนี้ สมาพันธ์ได้ทำข้อสรุปสิ่งที่เอสเอ็มต้องการ คือ 2 ลด 2 เพิ่ม บางอันรัฐบาลอาจจะทำไปแล้ว บางอันยังไม่ทำ เราจะเสนอ คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ โดย 2 ลด คือ ลดรายจ่าย และลดภาระหนี้ 2 เพิ่มคือ เพิ่มสภาพคล่อง เพิ่มโอกาสทางขายและการตลาด
ด้านการลดรายจ่ายให้มองด้านสาธารณูปโภค พลังงานที่ใช้ ขึ้นรถลงเรือ รายจ่ายแต่ละวัน ถ้าลดรายจ่ายให้พนักงาน มีเงินเหลือ จะมีกำลังซื้อมากขึ้น ลดรายจ่ายให้เอสเอ็มอีมากกว่าค่าไฟ 3% ไม่รู้มีอะไรที่ทำไม่ได้ แต่รู้แค่ว่า 3% ธรรมดาไป ส่วนลดภาระหนี้ระยะยาว หากหยุดพักชำระหนี้ขยายถึงสิ้นปีนี้ แล้วปีหน้าจะเป็นอย่างไร ปรับโครงสร้างหนี้ ดอกเบี้ยต่างๆ
ส่วนการเพิ่มสภาพคล่องจะมองเรื่องระบบภาษี การเพิ่มสภาพคล่อง ตัวอย่างภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตอนแรก 3% ต่อมาเหลือ 1.5% เดือนกันยายน และเดือนตุลาคม ถ้ายื่นออนไลน์จะได้ 2% ยื่นปกติคือ 3% ถามว่าเอสเอ็มอีกี่รายยื่นออนไลน์เป็น อย่างที่บริษัทตัวเองพนักงานก็ยังไม่รู้ ภาษีทั้งหลายจะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง คือ การเติมเงิน สินเชื่อที่ยังเข้าไม่ถึง ต้องปรับ มีดีแล้วแต่ต้องปรับ และเพิ่มโอกาสทางการตลาด
อย่างด่านชายแดนตอนนี้ยังไม่เปิด กลัว เพื่อนที่ทำธุรกิจชายแดนบอกว่า พอด่านเล็กปิด เปิดแต่ด่านหลักคือ ไกลจากพื้นที่ทำมาหากินของผู้ประกอบการ และมีขั้นตอนที่ใช้เวลานาน หลายขั้นตอน เรื่องนี้คนคิดกลไกต้องปรับ เพราะต้นทุนสูงขึ้น หรือการเปิดรับนักธุรกิจต่างชาติเข้าประเทศจะมีวิธียังไงไม่ต้องพักค้างนานถึง 14 วัน ต้องมีสิ เหล่านี้คือ โจทย์ เพราะกระทบการค้าชายแดน
สถานการณ์แรงงานในภาคเอสเอ็มอี
-แรงงานของเอสเอ็มอีมีการยื้อไว้ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 จนกระทั่งเริ่มปลด แต่ตอนนี้พอต้องการแรงงานก็ต้องการคนที่มีสกิลด้านดิจิทัลมากขึ้น อยากฝากให้ภาครัฐช่วยดู เป็นเรื่องท้าทายของเอสเอ็มอีหลังจากนี้
เอสเอ็มอีวาระแห่งชาติยังจำเป็นหรือไม่
-เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีเคยระบุไว้ ตอนนี้เอสเอ็มอีกำลังจับตาทีมเศรษฐกิจว่าจะเข้าใจเอสเอ็มอีจริงๆ หรือไม่ เพราะโตมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ยังมั่นใจว่านายกรัฐมนตรียังมองว่าเอสเอ็มอีคือวาระแห่งชาติ เพราะรู้ว่าถ้ารายย่อยมีปัญหาจะลำบาก แต่ยังไม่ได้ให้รายเล็กเข้ามีส่วนร่วมนัก มีบ้างเป็นอนุกรรมการต่างๆ ทำให้ใช้เวลา ข้อเสนอถูกกรอง ทำให้ยังติดขัดอยู่ในหลายเรื่อง
ถือเป็นเป็นเสียงสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาที่อยากให้ภาครัฐเปิดใจรับฟัง!!

