กกร.จับตามาตรการยืดหนี้ จี้8หมื่นรายติดต่อกลับแบงก์ด่วน 

กกร.จับตามาตรการยืดหนี้ จี้8หมื่นรายติดต่อกลับแบงก์ด่วน 

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวถึงมาตรการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่ให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้พิจารณาขยายระยะเวลาชำระหนี้เป็นรายกรณี ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ว่า กกร.เห็นด้วยกับมาตรการที่ธปท.ออกมายืดชำระหนี้อีก 6 เดือนให้สถาบันการเงินพิจารณาเฉพาะรายๆไป แม้จะไม่ได้ออกมาคลอบคลุมทั้งหมดแบบมาตรการเดิม โดยกกร.จะพิจารณามาตรการดังกล่าวภายใน 3 เดือนว่าสถานะลูกหนี้เป็นอย่างไร เพื่อที่จะมาประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า มาตรการพักชำระหนี้ที่สมัครใจเข้าโครงการมีทั้งสิ้น 1.05 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้ 1.35 ล้านล้านบาท ข้อมูลจากธปท. พบว่า ลูกหนี้ที่เข้าข่ายเข้าโครงการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ หลังหมดมาตรการคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% กว่าของยอดหนี้ที่เข้าข่ายเข้าโครงการ , กลุ่มที่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจแต่ยังไม่ฟื้นตัวประมาณ 20% กว่าให้สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามความสามารถในการชำระหนี้ , กลุ่มที่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ประมาณ 10% ให้สถาบันการเงินขยายเวลาชำระหนี้เป็นรายกรรีได้อีกไม่เกิน 6 เดือนนับจากสิ้นปี 2563

นายผยง กล่าวว่า กลุ่มที่ขาดการติดต่อกับสถาบันการเงินคาดว่า มีประมาณ 6% คิดเป็นลูกหนี้ประมาณ 8 หมื่นกว่าราย ซึ่งสถาบันการเงินจะพยายามติดตามลูกหนี้เข้ากลับมาสู่ระบบให้ได้มากที่สุด หากสุดท้ายไม่สามารถติดต่อได้จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยตอนนี้ทางสถาบันการเงิน พยายามออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งลดดอกเบี้ย ลดค่างวดบางส่วน โดยจะพิจารณาสถานะลูกหนี้เป็นรายๆไป

นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่ากลุ่มลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจแต่ยังไม่ฟื้นตัว และยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มท่องเที่ยว บริการ เชื่อว่า ทางสถาบันการเงินจะพิจารณาความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ถนนไร้แสงไฟ จยย.มองไม่เห็นขับชนกัน เด็กขวบเศษเสียชีวิต จี้ติดไฟทางลดอุบัติเหตุ
บทความถัดไปกลุ่มนร.ไทยใน 21 ประเทศ จี้รบ.ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ชี้การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิพื้นฐาน